วันเสาร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

เหตุอัศจรรย์ในวรรณคดี

         วรรณคดีไทยหลาย ๆ เรื่องมักจะมีเหตุการณ์อัศจรรย์เกิดขึ้นเสมอ ๆ  บางครั้งก็เป็นเรื่องดี   บางทีก็เป็นเรื่องร้าย  นับเป็นนิมิตที่เกิดก่อน แล้วมักจะมีโหรมาทำนายเหตุการณ์นั้น  ๆ เสมอ ๆ 

        วันนี้เรามาดูตัวอย่างนิมิตอัศจรรย์ที่มีในวรรณคดีกันเลยค่ะ  


เหตุอัศจรรย์ตอนกำเนิดนางบุษบา   

(จากบทละครเรื่องอิเหนา : พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย)

"       เมื่อนั้น                                        องค์ประไหมสุหรีดาหา                     

อยู่เย็นเป็นสุขทุกทิวา                          นานมาโฉมยงทรงครรภ์                     

 เมื่อจะประสูติพระดนัย                        เวลาประจุสมัยไก่ขัน                             

 บังเกิดมหัศอัศจรรย์                            กลิ่นสุคันธรสรวยริน                        

ดอกไม้ทุกพรรณบันดาล                      เบิกบานเกสรขจรกลิ่น                      

ภุมเรศร่อนร้องโบยบิน                          ประสานเสียงเพียงพิณพาทย์ฆ้อง      

ดนตรีแตรสังข์ก็ดังเอง                          อัศจรรย์บรรเลงกึกก้อง                      

ครั้นอรุณรุ่งรางสร่างแสงทอง                ดังแสงรุ้งเรืองรองอร่ามไป                     

สุรศรีดังสีธรรมชาติ                              เลื่อมพรายโอภาสผ่องใส                       

จึงประสูติธิดายาใจ                              งามวิไลล้ำเลิศเพริศพราย                     

อันอัศจรรย์ที่บันดาล                             ก็อันตรธานสูญหาย                             

ยังแต่กลิ่นหอมรวยชวยชาย                  จึงถวายพระนามตามเหตุนั้น                  

ชื่อระเด่นบุษบาหนึ่งหรัด                       ลออเอี่ยมเทียมทัดนางสวรรค์              

 ทั้งในธรณีไม่มีทัน                                 ผิวพรรณผุดผ่องดังทองทา                  

อันองค์มะเดหวีมีศักดิ์                             ถนอมอุ้มฟูมฟักรักษา                           

ทั้งสามมเหสีโสภา                                  รักราชธิดาดังดวงใจ    "

                                        ฯลฯ

ถอดความได้ว่า :  

           เมื่อมารดาของนางบุษบาใกล้จะคลอด ก็ปรากฏเหตุอัศจรรย์ คือ บรรดาดอกไม้ทุกชนิดล้วนเบ่งบานส่งกลิ่นหอมฟุ้งทั่วเมือง ทำให้เหล่าผึ้งและแมลงภู่บินว่อนประสานเสียงกับเสียงดนตรีแตรสังข์ที่ดังขึ้นเอง ดังกึกก้องทั่วทั้งเมือง  ครั้นรุ่งเช้าของวันใหม่  ดวงอาทิตย์สาดแสงสีทองอร่ามทั่วท้องฟ้า เมื่อได้คลอดนางบุษบาออกมาแล้ว เหตุอัศจรรย์ทั้งหลายก็หายไป เหลือเพียงกลิ่นหอมของดอกไม้ที่ยังหอมรวยรินอยู่  จึงตั้งชื่อให้นางว่า  ระเด่นบุษบาหนึ่งหรัด ซึ่งนางงดงามเหมือนนางฟ้า ไม่มีหญิงใดในโลกจะงามเท่า  นางมีผิวพรรณผุดผ่องดังทองทา ทำให้เป็นที่รักดังดวงใจของมเหสีทุกพระองค์


เหตุอัศจรรย์ตอนกำเนิดอิเหนา

(จากบทละครเรื่องอิเหนา : พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย)

"    เมื่อนั้น                                            องค์ประไหมสุหรีเสน่หา                   

อยู่เย็นเป็นสุขทุกเวลา                          ประมาณเดือนหนึ่งมาก็มีครรภ์              

ยิ่งผุดผาดผิวผ่องละอององค์                ดั่งอนงค์นางฟ้ากระยาหงัน                  

เมื่อจวนจะถ้วนกำหนดนั้น                      ให้บังเกิดอัศจรรย์จลาจล                  

พสุธาสะเทือนเลื่อนลั่น                         เป็นควันตลบทั้งเวหน                            

มืดมิดปิดแสงพระสุริยน                        ฟ้าลั่นอึงอลนภาลัย                           

 แลบพรายเป็นสายอินทร์ธนู                  สักครู่ก็เกิดพายุใหญ่                             

ไม้ไหล้ลู่ล้มระทมไป                              แล้วฝนห่าใหญ่ตกลงมา                   

 เปรี้ยงเปรี้ยงเสียงฟ้าฟาดสาย              แต่มิได้อันตรายจักผ่า                          

เย็นทั่วฝูงราษฎร์ประชา                         ทั้งเจ็ดทิวาราตรี ฯ "


ถอดความได้ว่า : 

            เมื่อนางประไหมสุหรีทรงครรภ์ ทำให้พระนางมีผิวพรรณผุดผาด งามดั่งนางฟ้า  เมื่อจวนจะใกล้คลอด ก็เกิดเหตุอัศจรรย์ คือ เกิดแผ่นดินไหว  มีหมอกควันบนท้องฟ้า  บังแสงดวงอาทิตย์  เกิดฟ้าร้องฟ้าแลบเป็นสาย  ต่อมาก็เกิดพายุใหญ่  ทำให้ต้นไม้ลู่ล้มไป แล้วก็เกิดฝนห่าใหญ่ตกลงมา  เสียงฟ้าร้องเปรี้ยง ๆ   แต่มิได้เกิดอันตรายใด ๆ  ประชาชนต่างก็ชุ่มฉ่ำด้วยสายฝน เป็นเวลาเจ็ดวันเจ็ดคืน

ที่มา :  https://picpost.postjung.com/219812.html

วันศุกร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

ความเชื่อในวรรณคดี

         ในวรรณคดีไทยหลายเรื่องมักจะปรากฎความเชื่อของคนไทยอยู่เสมอ ๆ ซึ่งเราสามารถแบ่งความเชื่อที่ปรากฎในวรรณคดีได้เป็น 2 ประเภท คือ ความเชื่อทางไสยศาสตร์ และความเชื่อทางพุทธศาสตร์ นั่นเอง  มาดูกันเลยค่ะว่า ความเชื่อทั้งสองประเภทนี้เป็นยังไงกันบ้าง  

    ความเชื่อทางไสยศาสตร์ คือความเชื่อที่เกี่ยวกับวิญญาณ  เครื่องรางของขลัง  โชคลาง  ฝันบอกเหตุ   ลางสังหรณ์  การลงเลขเสกยันต์   โหราศาสตร์   สีผ้าแต่งกายประจำวัน   พิธีกรรมก่อนการทำสงคราม   การทำเสน่ห์  คุณไสย    คาถาอาคม  การบวงสรวง  การแก้บน  

    ส่วนความเชื่อทางพุทธศาสตร์ คือความเชื่อเรื่องเวรกรรม บุญบาป  การเวียนว่ายตายเกิด  นรกสวรรค์   มาดูตัวอย่างความเชื่อที่ปรากฎในวรรณคดีเรื่องต่าง ๆ ได้เลยค่ะ  

ตัวอย่างความเชื่อทางไสยศาสตร์    (ฝันบอกเหตุ)

  "   ฝ่ายผีเสื้อเมื่อจะจากพรากลูกผัว       แต่พลิกตัวกลิ้งกลับไม่หลับใหล
ให้หมกมุ่นขุ่นคล้ำในน้ำใจ                       จนเสียงไก่แก้วขันสนั่นเนิน
พอม่อยหลับหลับจิตนิมิตฝัน                   ว่าเทวัญอยู่ที่เกาะนั้นเหาะเหิน
มาสังหาญผลาญถ้ำระยำเยิน                   แกว่งพะเนินทุบนางแทบวางวาย
แล้วอารักษ์ควักล้วงเอาดวงเนตร             สำแดงเดชเหาะกลับไปลับหาย
ทั้งกายสั่นพรั่นตัวด้วยกลัวตาย              พอฟื้นกายก็พอแจ้งแสงตะวัน"        

 (จากพระอภัยมณี :สุนทรภู่)
            

    " ฝันว่าอาทิตย์ฤทธิ์รงค์                    ตกลงตรงพักตร์ข้างทักษิณ
ดาวน้อยพลอยค้างอยู่กลางคืน            เราผินพักตร์ฉวยเอาด้วยพลัน
มือซ้ายได้ดวงดารา                              มือขวาคว้าได้สุริย์ฉันง
แล้วหายไปแต่พระสุริยัน                      ต่อโศกศัลย์ร่ำไรจึงได้คืน
สักสามยามหย่อนค่อนรุ่ง                     เราสะดุ้งคว้าหาผวาตื่น
ดีร้ายทายตามอย่ากล้ำกลืน                  ตาหมื่นโหราจงว่าไป 

(จากสังข์ทอง  : พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย)


    "  บัดนั้น                                         ยอดโหรหามีเสมอไม่
คิดคูณหารดูรู้แจ้งใจ                           ภูวไนยจะเกิดบุตรา
จึงทูลทายทำนายตามสุบิน                ว่าพระปิ่นนางในฝ่ายขวา
จะทรงครรภ์พระราชบุตรา                  บุญญาธิการมากมี
แต่จะพลัดพรากไปจากวัง                  ภายหลังจึงจะคืนกรุงศรี
ดาราคือพระบุตรี                                 จะเกิดที่สนมอันควร
ฝันว่าพระทรงโศกา                            จะได้ชมลูกยาเกษมสรวล
ทายตามสุบินสิ้นกระบวน                    ถี่ถ้วนจงทราบพระบาทา"

(จากกลอนบทละครเรื่องสังข์ทอง  : พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย)


ตัวอย่างความเชื่อทางไสยศาสตร์   (คาถาอาคม)

"     คะเนนับย่ำยามได้สามครา               ดูเวลาปลอดห่วงทักษิณ
ฟ้าขาวดาวเด่นดวงสว่าง                        จันทร์กระจ่างทรงกลดหมดเมฆสิ้น
จึงเซ่นเหล้าข้าวปลาให้พรายกิน            เสกขมิ้นว่านยาเข้าทาตัว
ลงยันต์ราชะเอาปะอก                            หยิบยกมงคลขึ้นใส่หัว
เป่ามนตร์เบื้องบนชอุ่มมัว                       พรายยั่วยวนใจให้ไคลคลา  "          

(จากเสภาขุนช้างชุนแผน : สุนทรภู่)

"  แล้วจึงเสกยันต์ตรีนิสิงเห                    เรียกผีผีเซเข้ามาใกล้
เอายันต์ปิดศีรษะลงทันใด                      ข้าวของคล้องใส่ไหล่ผีลง
โดดขึ้นบนบ่าผีพาลิ่ว                              ดังลมปลิวเร็วมาในป่าระหง
ข้ามทุ่งมุ่งลัดตัดดง                                หมายตรงเข้ามาเมืองสุพรรณ

(จากเสภาขุนช้างขุนแผน : สุนทรภู่)

"      ว่าแล้วจุดเทียนเข้าติดพาน            โหงพรายลนลานหาญกล้า
ปลุกเสกด้วยฤทธิ์วิทยา                          มิช้าลุกขึ้นทั้งโหงพราย
ยายเฒ่าจึงลนเอาน้ำมัน                        ต่อหน้านางจันทร์น่าขวัญหาย
ขี้ผึ้งปิดปากผีพราย                                ปั้นเป็นรูปกายพระภูมิ
กับนางจันทาให้กอดกัน                         แล้วผูกพันไปด้วยด้ายผี
เอาใส่ใต้ที่นอนนางเทวี                         น้ำมันผีเสกใส่ในเครื่องทา
ลงชื่อใส่ไส้เทียนตาม                             สองยามให้หลงลงมาหา
เสกหมากพลูไว้ให้มิได้ช้า                      มิมาอย่านับข้าสืบไป  "
แล้วบอกมนตรามหาละลวย                    เป่าให้งวยงงหลงใหล
เพ็ดทูลเชื่อฟังดังใจ                               ว่าไรเห็นจริงทุกสิ่งอัน
เชิญแม่สระสรงทรงทา                          ตัวข้าจะลาผายผัน
เก็บหัวโหงพรายใส่ย่ามพลัน                 ลานางจอมขวัญไปทันที

(จากกลอนบทละครเรื่องสังข์ทอง  : พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย)


"    ตั้งตามกระบวนเบญจเสนา                ซ้ายขวาปีกป้องกองหลวง
ทัพหน้าทัพหลังทั้งปวง                           เคยหักโหมโจมจ้วงประจัญบาน
บ้างแต่งตัวปลุกเสกเลขยันต์                    ทาน้ำมันเคี้ยวขมิ้นกินว่าน
เนื้อเหน็บหนังเหนียวเชี่ยวชาญ                ห้าวหาญทรหดอดทน
บ้างขบฟันขันขออาสา                              รู้วิชาบังเหลื่อมล่องหน
ต่างแต่งตัวดีมีเวทมนตร์                            ใส่มงคลประคำคาดเครื่องราง
ล้วนถือปืนผาอาวุธ                                    คาบชุดทองปลายหลายอย่าง
ปืนหลักยักกะตราขานกยาง                       ใส่หลังช้างพลายพังดั้งกัน
สารวัดจัดแจงโยธา                                    ตามตำราตำรับทัพขัน
ที่เหลือออกนอกตำแหน่งแบ่งปัน               ให้อยู่เฝ้าสุวรรณพลับพลา ฯ"


(จากกลอนบทละครเรื่องอิเหนา  : พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย)



ตัวอย่างความเชื่อทางไสยศาสตร์      (สีเสื้อผ้าแต่งกายประจำวัน)

"   อนึ่งภูษาผ้าทรงณรงค์รบ                  ให้มีครบเครื่องเสร็จทั้งเจ็ดสี
วันอาทิตย์สิทธิโชคโฉลกดี                   เอาเครื่องสีแดงทรงเป็นมงคล
เครื่องวันจันทร์นั้นควรสีนวลขาว           จะยืนยาวชันษาสถาผล
อังคารม่วงช่วงงามสีครามปน               เป็นมงคลขัตติยาเข้าราวี
เครื่องวันพุธสุดดีด้วยสีแสด                  กับเหลือบแปดปนประดับสลับสี
วันพฤหัสจัดเครื่องเขียวเหลืองดี           วันศุกร์ศรีเมฆหมอกออกสงคราม
วันเสาร์ทรงดำจึงล้ำเลิศ                        แสนประเสริฐเสี้ยนศึกจะนึกขาม
หนึ่งพาชีขี่ขับประดับงาม                      ให้ต้องตามสีสันจึงกันภัย

(จากสวัสดิรักษา :  สุนทรภู่)

ตัวอย่างความเชื่อทางพุทธศาสตร์

"  สิ่งใดในโลกล้วน        อนิจจัง
คงแต่บาปบุญยัง            เที่ยงแท้
คือเงาติดตัวตรัง            ตรึงแน่น    อยู่นา
ตามแต่บาปบุญแล้        ก่อเกื้อรักษา  "

(จากลิลิตพระลอ)


"       ให้สิ้นเวรสิ้นกรรมทำบุญเถิด            ลูกจะได้ไปเกิดในชาติใหม่
ถึงบาปกรรมทำชั่วติดตัวไป                      พอจะได้คลายร้อนด้วยผ่อนเวร
เพราะว่ากรรมนำไปให้ใจชั่ว                      จึงเมามัวคบหากับเณรเถร
เอาอิจฉาพยาบาทมาเป็นเกณฑ์                ไม่แลเห็นโทษผิดช่างปิดบัง  "

(จากเสภาขุนช้างชุนแผน : สุนทรภู่)


        คงจะพอเห็นตัวอย่างความเชื่อในวรรณคดีกันบ้างแล้วนะคะ  ขอให้มีความสุขกับการอ่านวรรณคดีกันทุกคนจ้า









วันอังคารที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

โคลงสี่สุภาพคำไวพจน์

               หลาย ๆ ครั้งที่เราได้ยินคำว่า "คำไวพจน์"  เรามักจะนึกถึงคำหลาย ๆ คำที่มีความหมายเหมือนกันและมักเป็นคำที่ใช้ในการแต่งบทร้อยกรองกันค่ะ

            วันนี้เราลองนำคำไวพจน์หมวดหมู่เดียวกัน มาแต่งและนำเสนอในรูปแบบของโคลงสี่สุภาพเพื่อช่วยให้จำคำได้มากขึ้นซึ่งบางบทจำนวนคำอาจไม่ตรงฉันทลักษณ์ค่ะ     มาดูกันเลยจ้า

            
            คงคาชลสาย           วารี
   สินธูชลธี                          สาคร
   ชลาศัยและนที                อรรณพ             
   อัมพุชโลทร                     อุทกธารา
                                                                                                        (แม่น้ำ)
                                                                                                
          นครกรุงพารา      ธานินทร์   
ราชธานีบุรินทร์            ประเทศ       
สถานิยไม่สิ้น                เขตแดน  ใดเฮย   
รวมบุรีนคเรศ                นครินทร์นครา
                                                                                                         (เมือง)          
                                

          บุหรงสกุณา          ปักษี
  ทิชากรสกุณี                 สำคัญ
  ปักษิณวิหคมี                ปักษา      คู่เฮย
  ทวิชาชาตินั้น                ล้วนเป็นนกเอย
                                                                                                            (นก)
                                                    

         ทองคำกนกมาศ      สุวรรณ
 กาญจนาสุพรรณ            เลิศแล้ว
 ชมพูนุชล้วนบรร-            เจิดหล้า      
 เหมผ่องทองเพริศแพร้ว   ค่าล้ำควรเมือง
                                                                                                           (ทองคำ)
                                                    

          ดวงสมรบังอร     นารี 
เยาวลักษณ์อิสตรี         กันยา
อนงค์กัลยาณี               เยาวเรศ   อรไท  
นงรามและยุพา             มารศรียุพิน   
                                                                                                              (ผู้หญิง)
       
                                                
                                        
    องค์เทพไทเทวินทร์     เทวา
 สุรารักษ์นิรชรา               อยู่สวรรค์
 หมู่ไตรทศเทวดา            อมร   แมนเฮย
 ปวงปรวาณเทวัญ           ช่วยคุ้มครองเรา
                                                                                                             (เทวดา)
                                           

          เทพาธิบดี            โกสินทร์
ตรีเนตรวัชรินทร์            ท่านนี้
มรุตวานพระอินทร์         สักกะ      พันตา
สหัสนัยน์โกสีย์              อินทราอมรินทร์
                                                                                                           (พระอินทร์)
                                                           

        ทิพากรไถง          ตะวัน
 รวิสุริยัน                      ส่องไซร้
ทินกรระพีนั้น               สุริยะ      สุริยา    
ภาสกรรพิให้                สว่างแสงสุริยน
                                                                                                        (ดวงอาทิตย์)
                                                            


     กุญชรคชหัสดินทร์       หัสดี            
คชินทร์สารหัตถี            ไอยรา
คเชนทร์พลายกรี       กรินทร์   ช้างเฮย  
อีกวารณคชา             ก็ช้างเช่นกัน
                                                                                                        (ช้าง)
                                                                      


          ท้าวตรีโลกนาถ     ปศุบดี   องค์เอย
นามพระศิวะศุลี               ศังกร
มหาเทพทรงมี                มเหศวร   อีกนาม
รวมจันทรเศขร               ภูเตศวรเอย
                                                                                                        (พระอิศวร)       
                                                            
        ลองฝึกนำเอาคำไวพจน์มาแต่งเป็นบทประพันธ์ประเภทต่าง ๆ ที่เราชอบ แล้วเราจะจำคำไวพจน์ได้ดีขึ้นจ้า 









                                                                     


            


วันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

รสวรรณคดีไทย

            หลาย ๆ คนเมื่ออ่านเรื่องราวต่าง ๆ แล้วเกิดจินตภาพและมีอารมณ์ร่วมกับตัวละครนั้น ๆ นั่นเป็นเพราะว่า เราได้เข้าถึงรสในวรรณคดี  และทำให้เราอ่านเรื่องต่าง ๆ อย่างมีความสุขและเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวที่เราอ่าน

            รสในวรรณคดี แบ่งเป็น ๒ ประเภท คือ ๑. รสวรรณคดีไทยซึ่งใช้แบบเดียวกับบาลี     ๒. รสวรรณคดีสันสกฤต  ซึ่งวันนี้เราจะพูดถึงประเภทที่ ๑  คือ รสวรรณคดีไทย ก่อนนะคะ  

            วันนี้มาดูกันว่า  "รสในวรรณคดี"  ที่พบได้ในเรื่องต่าง ๆ มีอะไรบ้าง  มาดูกันเลยค่ะ

๑. เสาวรจนี  (บทชมความงาม)  ใช้ชมความงามของธรรมชาติ  ต้วละคร  หรือสถานที่ต่าง ๆ  เช่น
               บทชมความงามของนางอัปสรซึ่งเป็นร่างแปลงของพระนารายณ์ เพื่อมาหลอกล่อให้ยักษ์นนทกหลงรัก ซึ่งความงามของนางนารายณ์แปลง งามยิ่งกว่าพระลักษมีชายาของพระนารายณ์และพระสุรัสวดีชายาของพระพรหม จึงทำให้นนทกหลงรักนางแปลงและอยากทำความรู้จักกับนาง

             "เหลือบเห็นสตรีวิไลลักษณ์                  พิศพักตร์ผ่องเพียงแขไข
        งามโอษฐ์งามแก้มงามจุไร                        งามนัยน์งามเนตรงามกร
        งามถันงามกรรณงามขนง                          งามองค์ยิ่งเทพอัปสร
        งามจริตกิริยางามงอน                               งามเอวงามอ่อนทั้งกายา
        ถึงโฉมองค์อัครลักษมี                               พระสุรัสวดีเสน่หา
        สิ้นทั้งไตรภพจบโลกา                              จะเอามาเปรียบไม่เทียบทัน
        ดูไหนก็เพลินจำเริญรัก                             ในองค์เยาวลักษณ์สาวสวรรค์
        ยิ่งพิศยิ่งคิดผูกพัน                                   ก็เดินกระชั้นเข้าไป  ฯ"

             นอกจากนี้พระเอกในวรรณคดีไทยหลาย ๆ เรื่อง ก็มีบทชมความงามกับเขาเหมือนกัน เช่น ความสง่างามของพระลอ จากเรื่องลิลิตพระลอ ดังนี้ค่ะ

           ประเสริฐสรรพสรรพางค์   แต่บาทางค์สุดเกล้า  พระเกศงามล้วนเท้า  พระบาทไท้งามสม  สรรพนา

           ๐        รอยรูปอินทร์หยาดฟ้า        มาอ่าองค์ในหล้า       แหล่งให้คนชม    แลฤา ฯ   
           ๐        พระองค์กลมกล้องแกล้ง    เอวอ่อนอรอรรแถ้ง  ถ้วนแห่งเจ้ากูงาม     บารนี ฯ
           ๐        โฉมผจญสามแผ่นแพ้        งามเลิศงามล้วนแล้้   รูปต้องติดใจ      บารนี ฯ
           ๐         ฦๅขจรในแหล่งหล้า          ทุกทั่วคนเที่ยวค้า   เล่าล้วนยอโฉม     ท่านแล ฯ
           ๐         เดือนจรัสโพยมแจ่มฟ้า      ผิบได้เห็นหน้า  ลอราชไซร้ดูเดือน      ดุจแล ฯ
           ๐        ตาเหมือนตามฤคมาศ         พิศคิ้วพระลอราช   ประดุจเกาทัณฑ์    ก่งนา ฯ
           ๐        พิศกรรณงามเพริศแพร้ว    กลกลีบบงกชแก้ว  อีกแก้มปรางทอง    เทียบนา ฯ
           ๐         ทำนองนาสิกไท้               คือเทพนฤมิตไว้   เปรียบด้วยขอกาม ฯ
           ๐         พระโอษฐ์งามยิ่งแต้ม      ศศิอยู่เยียวยะแย้ม  พระโอษฐ์โอ้งามตรู    บารนี ฯ

           เท่านี้ยังไม่พอค่ะ มีอีกนางหนึ่งที่กวีชมความงามของนางไว้ นั่นคือ นางประแดะ จากเรื่อง        ระเด่นลันได    มาดูกันค่ะว่า นางประแดะ จะงามขนาดไหนกัน

                    สูงระหงทรงเพรียวเรียวรูด              งามละม้ายคล้ายอูฐกะหลาป๋า
          พิศแต่หัวตลอดเท้าขาวแต่ตา                    ทั้งสองแก้มกัลยาดังลูกยอ
          คิ้วก่งเหมือนกงเขาดีดฝ้าย                        จมูกละม้ายคล้ายพร้าขอ
          หูกลวงดวงพักตร์หักงอ                              ลำคอโตตันสั้นกลม
          สองเต้าห้อยตุงดังถุงตะเคียว                    โคนเหี่ยวแห้งรวบเหมือนบวบต้ม
          เสวยสลายาจุกพระโอษฐ์อม                      มันน่าเชยน่าชมนางเทวี ฯ

๒. นารีปราโมทย์  (บทชมเกี้ยวพาราสี)  ใช้ชมความงามของธรรมชาติ  ต้วละคร  หรือสถานที่ต่าง ๆ  เช่น บทที่นนทกเกี้ยวนางนารายณ์แปลง จากเรื่องรามเกียรติ์  ดังนี้

                    โฉมเอยโฉมเฉลา                       เสาวภาคแน่งน้อยพิสมััย
         เจ้ามาแต่สวรรค์ชั้นใด                            นามกรชื่อไรนะเทวี
          ประสงค์สิ่งใดจะใคร่รู้                             ทำไมมาอยู่ที่นี่
          ข้าเห็นเป็นน่าปราณี                                 มารศรีจงแจ้งกิจจา ฯ

หรือจะเป็นตอนที่พระอภัยมณีเกี้ยวนางละเวง    ประมาณว่า ต่อให้โลกพังทลาย พี่ก็ยังหยุดรักน้องไม่ได้  ไม่ว่าน้องจะไปเกิดเป็นอะไร  พี่ก็จะขอเกิดเป็นคู่ อยู่เป็นเงาตามตัวน้องตลอดทุกภพทุกชาติไป  ดังนี้

                    ถึงม้วยดินสิ้นฟ้ามหาสมุทร                ไม่สิ้นสุดความรักสมัครสมาน
        แม้เกิดในใต้ฟ้าสุธาธาร                                  ขอพบพานพิศวาสไม่คลาดคลา
        แม้เนื้อเย็นเป็นห้วงมหรรณพ                          พี่ขอพบศรีสวัสดิ์เป็นมัจฉา
        แม้เป็นบัวตัวพี่เป็นภุมรา                                 เชยผกาโกสุมปทุมทอง
        เจ้าเป็นถ้ำอำไพขอให้พี่                                 เป็นราชสีห์สิงสู่เป็นคู่สอง
        จะติดตามทรามสงวนนวลละออง                   เป็นคู่ครองพิสวาสทุกชาติไป


๓. พิโรธวาทัง  (บทโกรธ ตัดพ้อต่อว่า)  ใช้แสดงอารมณ์โกรธ  น้อยใจ  ตัดพ้อต่อว่า  เช่นบทที่นนทกตัดพ้อที่พระนารายณ์แปลงกายเป็นนางฟ้ามาหลอกล่อให้นนทกร่ายรำตาม จนนิ้วเพชรชี้ไปถูกขาของนนทกเอง ดังนี้

                    บัดนั้น                                        นนทกผู้ใจแกล้วหาญ
    ได้ฟังจึ่งตอบพจมาน                                 ซึ่งพระองค์จะผลาญชีวี
    เหตุใดมิทำซึ่งหน้า                                    มารยาเป็นหญิงไม่บัดสี
    หรือว่ากลัวนิ้วเพชรนี้                                 จะมาชี้พระองค์ให้บรรลัย
    ตัวข้ามีมือแต่สองมือ                                 ฤๅจะสู้ทั้งสี่กรได้
    แม้นสี่มือเหมือนพระองค์ทรงชัย               ที่ไหนจะทำได้ดั่งนี้ ฯ
    
๔. สัลลาปังคพิสัย   (บทเศร้าโศก   คร่ำครวญ)  ใช้แสดงอารมณ์โศกเศร้าเสียใจ  เช่น ในเรื่องอิเหนา  เป็นบทที่นางประไหมสุหรีคร่ำครวญถึงมารดาของตนที่ต้องจากโลกนี้ไป   ดังนี้
                    
             โอ้พระชนนี้ของลูกเอ๋ย                   พระคุณเคยปกป้องประคองขวัญ
    เชยชมเช้าเย็นเป็นนิรันดร์                       สารพันมิให้อนาทร
    ยังมิได้ทดแทนสนองคุณ                        ซึ่งการุณรักร่ำพร่ำสอน
    หรือมาละลูมไว้ให้อาวรณ์                       หนีไปอมรเมืองฟ้า
    พระประชวรโรคันคุ้งบรรลัย                     ก็มิได้พิทักษ์รักษา
    เสียแรงที่อุ้มท้องประคองมา                   กัลยาร่ำพลางทางโศกี ฯ
     
    
                   เราได้เห็นตัวอย่างบทประพันธ์ที่ใช้รสวรรณคดีไทยไปแล้ว นะคะ  หากน้อง ๆ พบข้อสอบที่ถามเรื่องรสวรรณคดี  ก็ให้ยึดหลักตามนี้เลยจ้า...


                  รสวรรณคดีไทย
            
         ๑.เสาวรจนี - บทชมความงาม

         ๒. นารีปราโมทย์ - บทเกี้ยวพาราสี

         ๓. พิโรธวาทัง - บทโกรธ  ตัดพ้อต่อว่า

         ๔. สัลลาปังคพิสัย - บทโศกเศร้า  คร่ำครวญ
                            
                              





วันเสาร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2563

ข้อสอบการอธิบาย บรรยายและพรรณนาโวหาร

           มาพบกันอีกครั้งนะคะ สำหรับวันนี้มีตัวอย่างข้อสอบการอธิบาย  การบรรยายและพรรณนาโวหารมาให้เราได้ลองทำดูค่ะ   ก่อนอื่นเรามาดูกันก่อนว่า  โวหารแต่ละชนิดมีลักษณะอย่างไร                                   
           ๑. การอธิบาย  เป็นการชี้แจง  ขยายความให้เนื้อหาละเอียดชัดเจน โดยมีเทคนิคการอธิบายหลายแบบ เช่น   การอธิบายตามลำดับขั้นตอน    การอธิบายด้วยการให้คำนิยามหรือคำจำกัดความ เป็นการให้ความหมายของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง   การอธิบายโดยการยกตัวอย่าง   การอธิบายโดยการเปรียบเทียบ   การอธิบายโดยการชี้สาเหตุและผลลัพธ์ที่สัมพันธ์กัน      เช่น การอธิบายการทำอาหาร   การให้ความหมายของสิ่งต่าง ๆ  การอธิบายเรื่องต่าง ๆ   คู่มือการใช้งานอุปกรณ์ต่าง ๆ 
         
           ๒. การบรรยาย   เป็นการบอกกล่าว  เล่าเรื่อง  เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ต่อเนื่องกัน โดยชี้ให้เห็นถึงสถานที่  บุคคลที่เกี่ยวข้อง   สภาพแวดล้อม  เพื่อให้ผู้รับสารเข้าใจเนื้อหาอย่างชัดเจน  เกิดภาพโดยรวมว่า ใคร  ทำอะไร  ที่ไหน   เมื่อใด   อย่างไร  อาจใช้สำหรับการเขียนตำรา  หรือเนื้อหาที่เกี่ยวกับวิชาการ  เช่น      เขาสร้างบ้านอยู่กลางป่าที่อุดมสมบูรณ์  ข้าง ๆ บ้านของเขามีไร่ข้าวโพดและไร่ส้มเป็นบริเวณกว้าง  ทุก ๆ เช้าเขามักจะออกมาเดินเล่นในไร่ส้มพร้อมกับลูกชายของเขา
         
           ๓.  การพรรณนา  เป็นการกล่าวถึงเรื่องราว  บุคคล  สิ่งของ  สถานที่ หรืออารมณ์อย่างละเอียด   เป็นการพรรณนาสิ่งใดสิ่งหนึ่งเฉพาะส่วน อย่างละเอียด  มีการเปรียบเทียบให้ผู้อ่านเกิดภาพ  มักใช้ถ้อยคำสำนวนที่ไพเราะ  เกินจริง  ไม่ใช่ภาษาที่ใช้กล่าวถึงในชีวิตประจำวัน   เช่น  ในยามเช้าเมื่อแสงสีทองสาดแสงส่องกระทบกับหยดน้ำค้างที่ใสราวกับแก้วกลางเวหาที่ค้างอ้อยอิ่งอยู่บนยอดหญ้าสีเขียวสด  ดูแล้วราวกับเพชรที่เปล่งแสงระยิบระยับอยู่บนพรมกำมะหยี่สีเขียวมรกต มองแล้วช่างงามยิ่งนัก

       คงจะเห็นภาพและเห็นความแตกต่างของโวหารแต่ละชนิดแล้วนะคะ   มาดูตัวอย่างข้อสอบกันเลยจ้า

๑.  ข้อใดใช้การเขียนอธิบาย
      ๑. เต้าหู้มีกำเนิดมากว่า ๒,๐๐๐  ปี ในจีนแผ่นดินใหญ่  คนจีนถือว่าเต้าหู้เป็นอาหารที่มีคุณค่าสูง
      ๒. ตวงถั่วเหลืองนำมาแช่น้ำล้างให้สะอาดแล้วนำไปบด เสร็จแล้วกรองกากออกจะได้น้ำเต้าหู้ดิบ
      ๓. เต้าหู้ราคาถูกแต่มีคุณค่าสูง คุณค่าทางโภชนาการที่โดดเด่นที่สุดของเต้าหู้คือโปรตีน
      ๔. เต้าหู้หลอดเป็นเต้าหู้เนื้อนิ่ม  นิยมนำมาปรุงเป็นแกงจืด

๒. ข้อความต่อไปนี้ใช้วิธีอธิบายแบบใด
     "การทำห่อหมกนั้นต้องใช้เวลานาน  เตรียมใบตอง  เจียนใบตองสำหรับห่อ  เลือกใบยอที่ไม่อ่อนเกินไปมาฉีกเป็นชิ้น ๆ ปลาช่อนหรือปลาสวายแม่น้ำที่จะนำมาห่อหมกต้องแล่เอาแต่เนื้อ  หัวกับพุงแยกไว้ต่างหาก  น้ำพริกแกงที่ใช้ทำน้ำพริกแกงเผ็ด แต่ไม่ใส่เครื่องเทศ  กะทิคั้นเอาแต่หัว  รวมเครื่องปรุงใส่ลงในอ่าง คนจนขึ้น   ตักใส่ใบตองห่อแล้วนำไปนึ่งจนสุก"
      ๑. ให้นิยาม                                              ๒. ใช้ตัวอย่าง         
      ๓. ชี้แจงตามลำดับขั้น                             ๔. เปรียบเทียบความเหมือนและแตกต่าง

๓. ข้อความนี้ใช้วิธีอธิบายแบบใด
     "โอกาดะ  เป็นวิธีการรักษาสุขภาพด้วยการใช้พลังธรรมชาติชำระล้างทั้งร่างกายและจิตใจ  มีวิธีการหลากหลาย  เช่น ใช้ศิลปะบำบัด  บริโภคอาหารที่ปรุงจากผลิตภัณฑ์เกษตรธรรมชาติ  ออกกำลังกายตามวิธีที่กำหนด ฯลฯ"
      ๑. นิยามและให้ตัวอย่าง                            ๒. นิยามและแนะแนวทางปฏิบัติ
      ๓. ชี้แจงตามลำดับขั้นตอนปฏิบัติ              ๔.  ชี้สาเหตุและผลลัพธ์ที่สัมพันธ์กัน

๔. ถ้าเรียงลำดับคำอธิบายวิธีการทำอาหารต่อไปนี้จนครบถ้วน  ข้อใดเป็นขั้นตอนที่ต่อจากข้อ ๕ ตามโจทย์
               ๑. ต้มน้ำในหม้อด้วยไฟกลาง  แล้วใส่ตะไคร้ใบมะกรูด
               ๒. ล้างหอยแมลงภู่  ปูม้า   กุ้งและปลาหมึกให้สะอาด
               ๓. ปรุงรสด้วยน้ำปลา  มะนาว  พริกขี้หนู  แล้วเสิร์ฟร้อน ๆ
               ๔. แล้วจึงใส่กุ้ง  ปลาหมึกและเห็ดฟาง
               ๕. เมื่อน้ำเดือดจัดใส่หอยแมลงภู่และปูม้า
      ๑. ข้อ  ๑                  ๒.  ข้อ   ๒                  ๓.  ข้อ   ๓                ๔.  ข้อ  ๔

๕. ข้อความต่อไปนี้ มีวิธีการเขียนตามข้อใด
        " เต่าทะเลเป็นสัตว์เลือดเย็น  มีกระดูกสันหลัง  หายใจด้วยปอด  มีกระดองปกคลุมร่างกายเพื่อป้องกันตัวเอง  เต่าทะเลจะอาศัยเฉพาะในเขตร้อนและเขตอบอุ่น  มีอายุเฉลี่ยประมาณ  ๕๐ ปี  บรรพบุรุษของเต่าเป็นสัตว์ที่อาศัยอยู่ในยุคดึกดำบรรพ์  ยุคเดียวกับไดโนเสาร์และมีวิวัฒนาการมาจนถึงปัจจุบัน" 
๑. อธิบาย        ๒. บรรยาย        
๓. พรรณนา     ๔. บรรยายและพรรณนา
๕. อธิบายและบรรยาย

๖. ข้อใดใช้การพรรณนาโวหาร
      ๑. คนหาปลาออกจากกระท่อมแต่เช้าตรู่  คล้องแหไว้กับท่อนแขน  สะพายข้องตรงไปยังชายน้ำ
      ๒. คนหาปลาเดินเท้าเปล่าไปพร้อมแหในมือ  ตาจ้องตรงไปยังผิวน้ำเบื้องหน้าอย่างสงบ
      ๓. ในม่านแสงสุดท้ายของดวงตะวัน  คนทอดแหยืนเป็นเงาดำทะมึนอยู่ริมชายน้ำ
      ๔. นักท่องเที่ยวเฝ้าสังเกตการทอดแหอย่างตั้งใจ  ก่อนจะเข้าไปขอดูว่าปลาในแหมีกี่ตัว

๗. ข้อใดไม่ใช่การเขียนพรรณนา
      ๑.  น้ำตกช่วงสุดท้ายยังพุ่งลงมาเป็นสายกระทบลานหินกว้างสะท้อนแสงตะวันงามระยับตา
      ๒. น้ำตกสายนี้มีเสน่ห์ติดตาตรึงใจผู้มาเยือนด้วยสายธารที่ตกลงมาไหลรินโอบกอดลานหิน
      ๓. นักท่องเที่ยวจะได้ตื่นตากับฝูงผีเสื้อที่บินวนเวียนเหนือน้ำตกราวกับกลีบดอกไม้โปรยปราย
      ๔. หนุ่มสาวนิยมมาเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจที่น้ำตกแห่งนี้ จึงขนานนามน้ำตกนี้ว่า "น้ำตกลานรัก"

๘. ข้อใดไม่ใช่พรรณนาโวหาร
      ๑.  ดอยหัวคำเป็นหมู่บ้านชาวเขาซึ่งแต่งกายด้วยสีสันงดงามราวกับลูกกวาดหลากสี
      ๒. ในหุบเขายังมีกลุ่มหมอกคลอเคลียภูเขาเหมือนเป็นทะเลขาวกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา
      ๓. ช่วงฤดูหนาวทุ่งดอกบัวตองสีเหลืองอร่าม  บานสะพรั่งเป็นพรมดอกไม้งดงามไปทั่วทั้งขุนเขา
      ๔. เราเดินทางจากตัวเมืองเชียงรายไปตามทางหลวงหมายเลข ๑๑๓๐  ประมาณ ๑ ชั่วโมงก็จะถึงดอยหัวแม่คำ

๙. ข้อความต่อไปนี้เป็นโวหารชนิดใด
      "ก่อนจะถึงอุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง  รถของเราเลี้ยวเข้าจอดที่จุดชมวิวดอยกิ่วลม  หลายคนกระชากอุปกรณ์ถ่ายภาพออกมาให้ทันภาพของแสงวันใหม่  เบื้องหน้าเห็นทะเลหมอกขาวนวลกำลังอ้อยอิ่งในอ้อมกอดของขุนเขา  ไกลออกไปเห็นยอดดอยหลวงเชียงดาวยืนเคียงตะวันราวกับสถูปของกาลเวลา"
      ๑. อธิบายและบรรยาย                              ๒. บรรยายและพรรณนา
      ๓. อธิบายและพรรณนา                            ๔. อุปมาและบรรยาย

๑๐. ข้อความต่อไปนี้ ข้อใดเป็นบรรยายโวหาร
     ๑. โชติเดินตรงเข้าไปในโบสถ์ เพราะได้ยินว่าที่นี่มีจิตรกรรมฝาผนังโบราณ
     ๒. ภาพเหนือประตูทางเข้าเป็นรูปแม่พระธรณีบีบมวยผมที่งดงามเหลือบรรยาย
     ๓. ถัดมาเป็นพญามารถูกคลื่นมหึมาซัดกระโชก
     ๔. มารแต่ละตนดิ้นรนหนีตายด้วยอาการหวาดผวา

๑๑.  ข้อใดไม่ใช่การเขียนแบบบรรยาย
     ๑. ปลาหนักสามสิบกิโลกระแทกผิวน้ำเสียงดัง  มันหงายท้องขึ้นมาครู่หนึ่งก่อนพลิกกลับ แล้วผลุบหายลงสู่ใต้น้ำ
     ๒. เขายังจำใบหน้าท่าทางของเธอได้อย่างติดตา  เธอเป็นคนอ้วน  หน้าอิ่ม  แก้มแดงเรื่อเหมือนดอกหงอนไก่บาน
     ๓. รถยนต์คันหนึ่งเลี้ยวจากถนนใหญ่เข้ามาในซอยและจอดอยู่ใกล้ปากทางหลายนาที
     ๔. พ่อครัวรีบปีนขึ้นหลังคา  อุ้มไอ้โต้งลงมาล่ามไว้ หยิบผ้าขนหนูออกมาเช็ดขนให้มัน

๑๒. ข้อใดใช้โวหารการเขียนต่างจากข้ออื่น
     ๑. เสียงเพลงสรรเสริญพระบารมีดังขึ้น พร้อมกับเสียงที่ทุกคนเปล่งออกมาว่า "ทรงพระเจริญ" ก็ดังก้องไปทั่วบริเวณ
     ๒. มองไปทางไหนเห็นแต่สีเหลืองอร่ามสะพรั่งไปทั่วบริเวณ  อาจมีสีอื่นบ้างจากร่มกั้นกางแดดดูเป็นสีกระดำกระด่างแซมปนบ้าง
     ๓. เสียงผู้คนตะโกนดังก้องไปทั่วว่า "ทรงพระเจริญ" แสงแดดที่แผดกล้ากลับรู้สึกอบอุ่น  มีสายลมเย็น ๆ แผ่วผ่านมา
     ๔. เสียงเห่เรือก้องกังวานตามผืนน้ำ  ท่ามกลางแสงอาทิตย์ยามเย็นที่สาดแสงสีเหลืองทองจับเป็นประกายบริเวณหมู่ยอดเจดีย์


ลองทำดูแล้ว มาตรวจคำตอบกันค่ะ

ข้อ ๑.  ตอบ  ๒   เป็นการอธิบายที่เป็นขั้นตอนชัดเจน  ส่วนข้ออื่น ๆ เป็นการเขียนบรรยาย     
  
ข้อ ๒.  ตอบ ๓   เป็นการเขียนชี้แจงตามลำดับขั้นตอนของการทำห่อหมก       

ข้อ ๓.  ตอบ ๑   เป็นการเขียนอธิบายแบบการให้นิยามและตัวอย่าง สังเกตจากคำว่า  เป็น  (ให้นิยาม)                                   และ คำว่า  เช่น  (การยกตัวอย่าง)

ข้อ ๔. ตอบ ๔    "แล้วจึงใส่กุ้ง  ปลาหมึก และเห็ดฟาง"  สำหรับความเห็นของผู้เขียน มองว่า อาจเรียง                                ลำดับเป็น   ๑ ๒ ๕ ๔ ๓    หรือ   ๒  ๑  ๕  ๔  ๓   ซึ่งลำดับที่ ๑  และ  ๒  อาจสลับที่กันได้
                        แล้วแต่บริบท  แล้วแต่จำนวนวัตถุดิบ  หรือแล้วแต่ความคล่องของแม่ครัวจ้า ซึ่งเราไม่ต้อง
                        สนใจ เพราะโจทย์ต้องการทราบขั้นตอนที่ต่อจากข้อ ๕ เท่านั้น

ข้อ ๕.  ตอบ ๑   เป็นการเขียนอธิบาย เพราะเป็นการให้ข้อมูลที่เป็นจริง แต่ไม่มีการเล่าเรื่องใด ๆ ทั้งสิ้น

ข้อ ๖. ตอบ  ๓   เป็นการพรรณนา สังเกตจาก  ในม่านแสงสุดท้ายของดวงตะวัน   ส่วนข้ออื่น ๆ 
                         เป็นการบรรยาย

ข้อ ๗. ตอบ ๔  เพราะเป็นการเขียนอธิบายชี้สาเหตุและผลลัพธ์ที่สัมพันธ์กัน คืดบอกที่มาของชื่อน้ำตก
                          ส่วนข้ออื่น ๆ เป็นการเขียนพรรณนา โดยมีข้อสังเกตดังนี้ 
              ๑.  น้ำตกช่วงสุดท้ายยังพุ่งลงมาเป็นสายกระทบลานหินกว้างสะท้อนแสงตะวันงามระยับตา
              ๒. น้ำตกสายนี้มีเสน่ห์ติดตาตรึงใจผู้มาเยือนด้วยสายธารที่ตกลงมาไหลรินโอบกอดลานหิน
              ๓. นักท่องเที่ยวจะได้ตื่นตากับฝูงผีเสื้อที่บินวนเวียนเหนือน้ำตกราวกับกลีบดอกไม้โปรยปราย
       
ข้อ ๘. ตอบ ๔  เป็นการใช้บรรยายโวหาร  ส่วนข้ออื่นเป็นพรรณนาโวหาร มีข้อสังเกต ดังนี้   
              ๑.  ดอยหัวคำเป็นหมู่บ้านชาวเขาซึ่งแต่งกายด้วยสีสันงดงามราวกับลูกกวาดหลากสี
              ๒. ในหุบเขายังมีกลุ่มหมอกคลอเคลียภูเขาเหมือนเป็นทะเลขาวกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา
              ๓. ช่วงฤดูหนาวทุ่งดอกบัวตองสีเหลืองอร่าม  บานสะพรั่งเป็นพรมดอกไม้งดงามไปทั่วทั้งขุนเขา
        
ข้อ ๙. ตอบ  ๒   ใช้โวหารบรรยายและพรรณนา   โดยข้อความแรกเป็นบรรยายโวหาร และข้อความที่
                           ขีดเส้นใต้ เป็นพรรณนาโวหาร
 "ก่อนจะถึงอุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง  รถของเราเลี้ยวเข้าจอดที่จุดชมวิวดอยกิ่วลม  หลายคนกระชากอุปกรณ์ถ่ายภาพออกมาให้ทันภาพของแสงวันใหม่  เบื้องหน้าเห็นทะเลหมอกขาวนวลกำลังอ้อยอิ่งในอ้อมกอดของขุนเขา  ไกลออกไปเห็นยอดดอยหลวงเชียงดาวยืนเคียงตะวันราวกับสถูปของกาลเวลา"  

ข้อ ๑๐. ตอบ ๑   ส่วนข้ออื่น ๆ เป็นการใช้พรรณนาโวหาร แม้จะมีไม่มาก แต่ก็นับว่าเห็นภาพได้ชัดเจน
               ๒. ภาพเหนือประตูทางเข้าเป็นรูปแม่พระธรณีบีบมวยผมที่งดงามเหลือบรรยาย
               ๓. ถัดมาเป็นพญามารถูกคลื่นมหึมาซัดกระโชก
              ๔. มารแต่ละตนดิ้นรนหนีตายด้วยอาการหวาดผวา
     
ข้อ ๑๑. ตอบ  ๒   เป็นการเขียนพรรณนา เพราะมีการเปรียบเทียบ ทำให้เห็นภาพชัดเจน ดังนี้      
             ๒. เขายังจำใบหน้าท่าทางของเธอได้อย่างติดตา  เธอเป็นคนอ้วน  หน้าอิ่ม  แก้มแดงเรื่อเหมือนดอกหงอนไก่บาน
   
ข้อ ๑๒. ตอบ ๑  เป็นการใช้บรรยายโวหาร    ส่วนข้ออื่นเป็นการใช้พรรณนาโวหาร  สังเกตจาก
         ๒. มองไปทางไหนเห็นแต่สีเหลืองอร่ามสะพรั่งไปทั่วบริเวณ  อาจมีสีอื่นบ้างจากร่มกั้นกางแดดดูเป็นสีกระดำกระด่างแซมปนบ้าง
         ๓. เสียงผู้คนตะโกนดังก้องไปทั่วว่า "ทรงพระเจริญ" แสงแดดที่แผดกล้ากลับรู้สึกอบอุ่น  มีสายลมเย็น ๆ แผ่วผ่านมา
         ๔. เสียงเห่เรือก้องกังวานตามผืนน้ำ  ท่ามกลางแสงอาทิตย์ยามเย็นที่สาดแสงสีเหลืองทองจับเป็นประกายบริเวณหมู่ยอดเจดีย์
   

 แล้วพบกันครั้งต่อไปนะคะ....