วันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

รสวรรณคดีไทย

            หลาย ๆ คนเมื่ออ่านเรื่องราวต่าง ๆ แล้วเกิดจินตภาพและมีอารมณ์ร่วมกับตัวละครนั้น ๆ นั่นเป็นเพราะว่า เราได้เข้าถึงรสในวรรณคดี  และทำให้เราอ่านเรื่องต่าง ๆ อย่างมีความสุขและเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวที่เราอ่าน

            รสในวรรณคดี แบ่งเป็น ๒ ประเภท คือ ๑. รสวรรณคดีไทยซึ่งใช้แบบเดียวกับบาลี     ๒. รสวรรณคดีสันสกฤต  ซึ่งวันนี้เราจะพูดถึงประเภทที่ ๑  คือ รสวรรณคดีไทย ก่อนนะคะ  

            วันนี้มาดูกันว่า  "รสในวรรณคดี"  ที่พบได้ในเรื่องต่าง ๆ มีอะไรบ้าง  มาดูกันเลยค่ะ

๑. เสาวรจนี  (บทชมความงาม)  ใช้ชมความงามของธรรมชาติ  ต้วละคร  หรือสถานที่ต่าง ๆ  เช่น
               บทชมความงามของนางอัปสรซึ่งเป็นร่างแปลงของพระนารายณ์ เพื่อมาหลอกล่อให้ยักษ์นนทกหลงรัก ซึ่งความงามของนางนารายณ์แปลง งามยิ่งกว่าพระลักษมีชายาของพระนารายณ์และพระสุรัสวดีชายาของพระพรหม จึงทำให้นนทกหลงรักนางแปลงและอยากทำความรู้จักกับนาง

             "เหลือบเห็นสตรีวิไลลักษณ์                  พิศพักตร์ผ่องเพียงแขไข
        งามโอษฐ์งามแก้มงามจุไร                        งามนัยน์งามเนตรงามกร
        งามถันงามกรรณงามขนง                          งามองค์ยิ่งเทพอัปสร
        งามจริตกิริยางามงอน                               งามเอวงามอ่อนทั้งกายา
        ถึงโฉมองค์อัครลักษมี                               พระสุรัสวดีเสน่หา
        สิ้นทั้งไตรภพจบโลกา                              จะเอามาเปรียบไม่เทียบทัน
        ดูไหนก็เพลินจำเริญรัก                             ในองค์เยาวลักษณ์สาวสวรรค์
        ยิ่งพิศยิ่งคิดผูกพัน                                   ก็เดินกระชั้นเข้าไป  ฯ"

             นอกจากนี้พระเอกในวรรณคดีไทยหลาย ๆ เรื่อง ก็มีบทชมความงามกับเขาเหมือนกัน เช่น ความสง่างามของพระลอ จากเรื่องลิลิตพระลอ ดังนี้ค่ะ

           ประเสริฐสรรพสรรพางค์   แต่บาทางค์สุดเกล้า  พระเกศงามล้วนเท้า  พระบาทไท้งามสม  สรรพนา

           ๐        รอยรูปอินทร์หยาดฟ้า        มาอ่าองค์ในหล้า       แหล่งให้คนชม    แลฤา ฯ   
           ๐        พระองค์กลมกล้องแกล้ง    เอวอ่อนอรอรรแถ้ง  ถ้วนแห่งเจ้ากูงาม     บารนี ฯ
           ๐        โฉมผจญสามแผ่นแพ้        งามเลิศงามล้วนแล้้   รูปต้องติดใจ      บารนี ฯ
           ๐         ฦๅขจรในแหล่งหล้า          ทุกทั่วคนเที่ยวค้า   เล่าล้วนยอโฉม     ท่านแล ฯ
           ๐         เดือนจรัสโพยมแจ่มฟ้า      ผิบได้เห็นหน้า  ลอราชไซร้ดูเดือน      ดุจแล ฯ
           ๐        ตาเหมือนตามฤคมาศ         พิศคิ้วพระลอราช   ประดุจเกาทัณฑ์    ก่งนา ฯ
           ๐        พิศกรรณงามเพริศแพร้ว    กลกลีบบงกชแก้ว  อีกแก้มปรางทอง    เทียบนา ฯ
           ๐         ทำนองนาสิกไท้               คือเทพนฤมิตไว้   เปรียบด้วยขอกาม ฯ
           ๐         พระโอษฐ์งามยิ่งแต้ม      ศศิอยู่เยียวยะแย้ม  พระโอษฐ์โอ้งามตรู    บารนี ฯ

           เท่านี้ยังไม่พอค่ะ มีอีกนางหนึ่งที่กวีชมความงามของนางไว้ นั่นคือ นางประแดะ จากเรื่อง        ระเด่นลันได    มาดูกันค่ะว่า นางประแดะ จะงามขนาดไหนกัน

                    สูงระหงทรงเพรียวเรียวรูด              งามละม้ายคล้ายอูฐกะหลาป๋า
          พิศแต่หัวตลอดเท้าขาวแต่ตา                    ทั้งสองแก้มกัลยาดังลูกยอ
          คิ้วก่งเหมือนกงเขาดีดฝ้าย                        จมูกละม้ายคล้ายพร้าขอ
          หูกลวงดวงพักตร์หักงอ                              ลำคอโตตันสั้นกลม
          สองเต้าห้อยตุงดังถุงตะเคียว                    โคนเหี่ยวแห้งรวบเหมือนบวบต้ม
          เสวยสลายาจุกพระโอษฐ์อม                      มันน่าเชยน่าชมนางเทวี ฯ

๒. นารีปราโมทย์  (บทชมเกี้ยวพาราสี)  ใช้ชมความงามของธรรมชาติ  ต้วละคร  หรือสถานที่ต่าง ๆ  เช่น บทที่นนทกเกี้ยวนางนารายณ์แปลง จากเรื่องรามเกียรติ์  ดังนี้

                    โฉมเอยโฉมเฉลา                       เสาวภาคแน่งน้อยพิสมััย
         เจ้ามาแต่สวรรค์ชั้นใด                            นามกรชื่อไรนะเทวี
          ประสงค์สิ่งใดจะใคร่รู้                             ทำไมมาอยู่ที่นี่
          ข้าเห็นเป็นน่าปราณี                                 มารศรีจงแจ้งกิจจา ฯ

หรือจะเป็นตอนที่พระอภัยมณีเกี้ยวนางละเวง    ประมาณว่า ต่อให้โลกพังทลาย พี่ก็ยังหยุดรักน้องไม่ได้  ไม่ว่าน้องจะไปเกิดเป็นอะไร  พี่ก็จะขอเกิดเป็นคู่ อยู่เป็นเงาตามตัวน้องตลอดทุกภพทุกชาติไป  ดังนี้

                    ถึงม้วยดินสิ้นฟ้ามหาสมุทร                ไม่สิ้นสุดความรักสมัครสมาน
        แม้เกิดในใต้ฟ้าสุธาธาร                                  ขอพบพานพิศวาสไม่คลาดคลา
        แม้เนื้อเย็นเป็นห้วงมหรรณพ                          พี่ขอพบศรีสวัสดิ์เป็นมัจฉา
        แม้เป็นบัวตัวพี่เป็นภุมรา                                 เชยผกาโกสุมปทุมทอง
        เจ้าเป็นถ้ำอำไพขอให้พี่                                 เป็นราชสีห์สิงสู่เป็นคู่สอง
        จะติดตามทรามสงวนนวลละออง                   เป็นคู่ครองพิสวาสทุกชาติไป


๓. พิโรธวาทัง  (บทโกรธ ตัดพ้อต่อว่า)  ใช้แสดงอารมณ์โกรธ  น้อยใจ  ตัดพ้อต่อว่า  เช่นบทที่นนทกตัดพ้อที่พระนารายณ์แปลงกายเป็นนางฟ้ามาหลอกล่อให้นนทกร่ายรำตาม จนนิ้วเพชรชี้ไปถูกขาของนนทกเอง ดังนี้

                    บัดนั้น                                        นนทกผู้ใจแกล้วหาญ
    ได้ฟังจึ่งตอบพจมาน                                 ซึ่งพระองค์จะผลาญชีวี
    เหตุใดมิทำซึ่งหน้า                                    มารยาเป็นหญิงไม่บัดสี
    หรือว่ากลัวนิ้วเพชรนี้                                 จะมาชี้พระองค์ให้บรรลัย
    ตัวข้ามีมือแต่สองมือ                                 ฤๅจะสู้ทั้งสี่กรได้
    แม้นสี่มือเหมือนพระองค์ทรงชัย               ที่ไหนจะทำได้ดั่งนี้ ฯ
    
๔. สัลลาปังคพิสัย   (บทเศร้าโศก   คร่ำครวญ)  ใช้แสดงอารมณ์โศกเศร้าเสียใจ  เช่น ในเรื่องอิเหนา  เป็นบทที่นางประไหมสุหรีคร่ำครวญถึงมารดาของตนที่ต้องจากโลกนี้ไป   ดังนี้
                    
             โอ้พระชนนี้ของลูกเอ๋ย                   พระคุณเคยปกป้องประคองขวัญ
    เชยชมเช้าเย็นเป็นนิรันดร์                       สารพันมิให้อนาทร
    ยังมิได้ทดแทนสนองคุณ                        ซึ่งการุณรักร่ำพร่ำสอน
    หรือมาละลูมไว้ให้อาวรณ์                       หนีไปอมรเมืองฟ้า
    พระประชวรโรคันคุ้งบรรลัย                     ก็มิได้พิทักษ์รักษา
    เสียแรงที่อุ้มท้องประคองมา                   กัลยาร่ำพลางทางโศกี ฯ
     
    
                   เราได้เห็นตัวอย่างบทประพันธ์ที่ใช้รสวรรณคดีไทยไปแล้ว นะคะ  หากน้อง ๆ พบข้อสอบที่ถามเรื่องรสวรรณคดี  ก็ให้ยึดหลักตามนี้เลยจ้า...


                  รสวรรณคดีไทย
            
         ๑.เสาวรจนี - บทชมความงาม

         ๒. นารีปราโมทย์ - บทเกี้ยวพาราสี

         ๓. พิโรธวาทัง - บทโกรธ  ตัดพ้อต่อว่า

         ๔. สัลลาปังคพิสัย - บทโศกเศร้า  คร่ำครวญ
                            
                              





วันเสาร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2563

ข้อสอบการอธิบาย บรรยายและพรรณนาโวหาร

           มาพบกันอีกครั้งนะคะ สำหรับวันนี้มีตัวอย่างข้อสอบการอธิบาย  การบรรยายและพรรณนาโวหารมาให้เราได้ลองทำดูค่ะ   ก่อนอื่นเรามาดูกันก่อนว่า  โวหารแต่ละชนิดมีลักษณะอย่างไร                                   
           ๑. การอธิบาย  เป็นการชี้แจง  ขยายความให้เนื้อหาละเอียดชัดเจน โดยมีเทคนิคการอธิบายหลายแบบ เช่น   การอธิบายตามลำดับขั้นตอน    การอธิบายด้วยการให้คำนิยามหรือคำจำกัดความ เป็นการให้ความหมายของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง   การอธิบายโดยการยกตัวอย่าง   การอธิบายโดยการเปรียบเทียบ   การอธิบายโดยการชี้สาเหตุและผลลัพธ์ที่สัมพันธ์กัน      เช่น การอธิบายการทำอาหาร   การให้ความหมายของสิ่งต่าง ๆ  การอธิบายเรื่องต่าง ๆ   คู่มือการใช้งานอุปกรณ์ต่าง ๆ 
         
           ๒. การบรรยาย   เป็นการบอกกล่าว  เล่าเรื่อง  เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ต่อเนื่องกัน โดยชี้ให้เห็นถึงสถานที่  บุคคลที่เกี่ยวข้อง   สภาพแวดล้อม  เพื่อให้ผู้รับสารเข้าใจเนื้อหาอย่างชัดเจน  เกิดภาพโดยรวมว่า ใคร  ทำอะไร  ที่ไหน   เมื่อใด   อย่างไร  อาจใช้สำหรับการเขียนตำรา  หรือเนื้อหาที่เกี่ยวกับวิชาการ  เช่น      เขาสร้างบ้านอยู่กลางป่าที่อุดมสมบูรณ์  ข้าง ๆ บ้านของเขามีไร่ข้าวโพดและไร่ส้มเป็นบริเวณกว้าง  ทุก ๆ เช้าเขามักจะออกมาเดินเล่นในไร่ส้มพร้อมกับลูกชายของเขา
         
           ๓.  การพรรณนา  เป็นการกล่าวถึงเรื่องราว  บุคคล  สิ่งของ  สถานที่ หรืออารมณ์อย่างละเอียด   เป็นการพรรณนาสิ่งใดสิ่งหนึ่งเฉพาะส่วน อย่างละเอียด  มีการเปรียบเทียบให้ผู้อ่านเกิดภาพ  มักใช้ถ้อยคำสำนวนที่ไพเราะ  เกินจริง  ไม่ใช่ภาษาที่ใช้กล่าวถึงในชีวิตประจำวัน   เช่น  ในยามเช้าเมื่อแสงสีทองสาดแสงส่องกระทบกับหยดน้ำค้างที่ใสราวกับแก้วกลางเวหาที่ค้างอ้อยอิ่งอยู่บนยอดหญ้าสีเขียวสด  ดูแล้วราวกับเพชรที่เปล่งแสงระยิบระยับอยู่บนพรมกำมะหยี่สีเขียวมรกต มองแล้วช่างงามยิ่งนัก

       คงจะเห็นภาพและเห็นความแตกต่างของโวหารแต่ละชนิดแล้วนะคะ   มาดูตัวอย่างข้อสอบกันเลยจ้า

๑.  ข้อใดใช้การเขียนอธิบาย
      ๑. เต้าหู้มีกำเนิดมากว่า ๒,๐๐๐  ปี ในจีนแผ่นดินใหญ่  คนจีนถือว่าเต้าหู้เป็นอาหารที่มีคุณค่าสูง
      ๒. ตวงถั่วเหลืองนำมาแช่น้ำล้างให้สะอาดแล้วนำไปบด เสร็จแล้วกรองกากออกจะได้น้ำเต้าหู้ดิบ
      ๓. เต้าหู้ราคาถูกแต่มีคุณค่าสูง คุณค่าทางโภชนาการที่โดดเด่นที่สุดของเต้าหู้คือโปรตีน
      ๔. เต้าหู้หลอดเป็นเต้าหู้เนื้อนิ่ม  นิยมนำมาปรุงเป็นแกงจืด

๒. ข้อความต่อไปนี้ใช้วิธีอธิบายแบบใด
     "การทำห่อหมกนั้นต้องใช้เวลานาน  เตรียมใบตอง  เจียนใบตองสำหรับห่อ  เลือกใบยอที่ไม่อ่อนเกินไปมาฉีกเป็นชิ้น ๆ ปลาช่อนหรือปลาสวายแม่น้ำที่จะนำมาห่อหมกต้องแล่เอาแต่เนื้อ  หัวกับพุงแยกไว้ต่างหาก  น้ำพริกแกงที่ใช้ทำน้ำพริกแกงเผ็ด แต่ไม่ใส่เครื่องเทศ  กะทิคั้นเอาแต่หัว  รวมเครื่องปรุงใส่ลงในอ่าง คนจนขึ้น   ตักใส่ใบตองห่อแล้วนำไปนึ่งจนสุก"
      ๑. ให้นิยาม                                              ๒. ใช้ตัวอย่าง         
      ๓. ชี้แจงตามลำดับขั้น                             ๔. เปรียบเทียบความเหมือนและแตกต่าง

๓. ข้อความนี้ใช้วิธีอธิบายแบบใด
     "โอกาดะ  เป็นวิธีการรักษาสุขภาพด้วยการใช้พลังธรรมชาติชำระล้างทั้งร่างกายและจิตใจ  มีวิธีการหลากหลาย  เช่น ใช้ศิลปะบำบัด  บริโภคอาหารที่ปรุงจากผลิตภัณฑ์เกษตรธรรมชาติ  ออกกำลังกายตามวิธีที่กำหนด ฯลฯ"
      ๑. นิยามและให้ตัวอย่าง                            ๒. นิยามและแนะแนวทางปฏิบัติ
      ๓. ชี้แจงตามลำดับขั้นตอนปฏิบัติ              ๔.  ชี้สาเหตุและผลลัพธ์ที่สัมพันธ์กัน

๔. ถ้าเรียงลำดับคำอธิบายวิธีการทำอาหารต่อไปนี้จนครบถ้วน  ข้อใดเป็นขั้นตอนที่ต่อจากข้อ ๕ ตามโจทย์
               ๑. ต้มน้ำในหม้อด้วยไฟกลาง  แล้วใส่ตะไคร้ใบมะกรูด
               ๒. ล้างหอยแมลงภู่  ปูม้า   กุ้งและปลาหมึกให้สะอาด
               ๓. ปรุงรสด้วยน้ำปลา  มะนาว  พริกขี้หนู  แล้วเสิร์ฟร้อน ๆ
               ๔. แล้วจึงใส่กุ้ง  ปลาหมึกและเห็ดฟาง
               ๕. เมื่อน้ำเดือดจัดใส่หอยแมลงภู่และปูม้า
      ๑. ข้อ  ๑                  ๒.  ข้อ   ๒                  ๓.  ข้อ   ๓                ๔.  ข้อ  ๔

๕. ข้อความต่อไปนี้ มีวิธีการเขียนตามข้อใด
        " เต่าทะเลเป็นสัตว์เลือดเย็น  มีกระดูกสันหลัง  หายใจด้วยปอด  มีกระดองปกคลุมร่างกายเพื่อป้องกันตัวเอง  เต่าทะเลจะอาศัยเฉพาะในเขตร้อนและเขตอบอุ่น  มีอายุเฉลี่ยประมาณ  ๕๐ ปี  บรรพบุรุษของเต่าเป็นสัตว์ที่อาศัยอยู่ในยุคดึกดำบรรพ์  ยุคเดียวกับไดโนเสาร์และมีวิวัฒนาการมาจนถึงปัจจุบัน" 
๑. อธิบาย        ๒. บรรยาย        
๓. พรรณนา     ๔. บรรยายและพรรณนา
๕. อธิบายและบรรยาย

๖. ข้อใดใช้การพรรณนาโวหาร
      ๑. คนหาปลาออกจากกระท่อมแต่เช้าตรู่  คล้องแหไว้กับท่อนแขน  สะพายข้องตรงไปยังชายน้ำ
      ๒. คนหาปลาเดินเท้าเปล่าไปพร้อมแหในมือ  ตาจ้องตรงไปยังผิวน้ำเบื้องหน้าอย่างสงบ
      ๓. ในม่านแสงสุดท้ายของดวงตะวัน  คนทอดแหยืนเป็นเงาดำทะมึนอยู่ริมชายน้ำ
      ๔. นักท่องเที่ยวเฝ้าสังเกตการทอดแหอย่างตั้งใจ  ก่อนจะเข้าไปขอดูว่าปลาในแหมีกี่ตัว

๗. ข้อใดไม่ใช่การเขียนพรรณนา
      ๑.  น้ำตกช่วงสุดท้ายยังพุ่งลงมาเป็นสายกระทบลานหินกว้างสะท้อนแสงตะวันงามระยับตา
      ๒. น้ำตกสายนี้มีเสน่ห์ติดตาตรึงใจผู้มาเยือนด้วยสายธารที่ตกลงมาไหลรินโอบกอดลานหิน
      ๓. นักท่องเที่ยวจะได้ตื่นตากับฝูงผีเสื้อที่บินวนเวียนเหนือน้ำตกราวกับกลีบดอกไม้โปรยปราย
      ๔. หนุ่มสาวนิยมมาเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจที่น้ำตกแห่งนี้ จึงขนานนามน้ำตกนี้ว่า "น้ำตกลานรัก"

๘. ข้อใดไม่ใช่พรรณนาโวหาร
      ๑.  ดอยหัวคำเป็นหมู่บ้านชาวเขาซึ่งแต่งกายด้วยสีสันงดงามราวกับลูกกวาดหลากสี
      ๒. ในหุบเขายังมีกลุ่มหมอกคลอเคลียภูเขาเหมือนเป็นทะเลขาวกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา
      ๓. ช่วงฤดูหนาวทุ่งดอกบัวตองสีเหลืองอร่าม  บานสะพรั่งเป็นพรมดอกไม้งดงามไปทั่วทั้งขุนเขา
      ๔. เราเดินทางจากตัวเมืองเชียงรายไปตามทางหลวงหมายเลข ๑๑๓๐  ประมาณ ๑ ชั่วโมงก็จะถึงดอยหัวแม่คำ

๙. ข้อความต่อไปนี้เป็นโวหารชนิดใด
      "ก่อนจะถึงอุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง  รถของเราเลี้ยวเข้าจอดที่จุดชมวิวดอยกิ่วลม  หลายคนกระชากอุปกรณ์ถ่ายภาพออกมาให้ทันภาพของแสงวันใหม่  เบื้องหน้าเห็นทะเลหมอกขาวนวลกำลังอ้อยอิ่งในอ้อมกอดของขุนเขา  ไกลออกไปเห็นยอดดอยหลวงเชียงดาวยืนเคียงตะวันราวกับสถูปของกาลเวลา"
      ๑. อธิบายและบรรยาย                              ๒. บรรยายและพรรณนา
      ๓. อธิบายและพรรณนา                            ๔. อุปมาและบรรยาย

๑๐. ข้อความต่อไปนี้ ข้อใดเป็นบรรยายโวหาร
     ๑. โชติเดินตรงเข้าไปในโบสถ์ เพราะได้ยินว่าที่นี่มีจิตรกรรมฝาผนังโบราณ
     ๒. ภาพเหนือประตูทางเข้าเป็นรูปแม่พระธรณีบีบมวยผมที่งดงามเหลือบรรยาย
     ๓. ถัดมาเป็นพญามารถูกคลื่นมหึมาซัดกระโชก
     ๔. มารแต่ละตนดิ้นรนหนีตายด้วยอาการหวาดผวา

๑๑.  ข้อใดไม่ใช่การเขียนแบบบรรยาย
     ๑. ปลาหนักสามสิบกิโลกระแทกผิวน้ำเสียงดัง  มันหงายท้องขึ้นมาครู่หนึ่งก่อนพลิกกลับ แล้วผลุบหายลงสู่ใต้น้ำ
     ๒. เขายังจำใบหน้าท่าทางของเธอได้อย่างติดตา  เธอเป็นคนอ้วน  หน้าอิ่ม  แก้มแดงเรื่อเหมือนดอกหงอนไก่บาน
     ๓. รถยนต์คันหนึ่งเลี้ยวจากถนนใหญ่เข้ามาในซอยและจอดอยู่ใกล้ปากทางหลายนาที
     ๔. พ่อครัวรีบปีนขึ้นหลังคา  อุ้มไอ้โต้งลงมาล่ามไว้ หยิบผ้าขนหนูออกมาเช็ดขนให้มัน

๑๒. ข้อใดใช้โวหารการเขียนต่างจากข้ออื่น
     ๑. เสียงเพลงสรรเสริญพระบารมีดังขึ้น พร้อมกับเสียงที่ทุกคนเปล่งออกมาว่า "ทรงพระเจริญ" ก็ดังก้องไปทั่วบริเวณ
     ๒. มองไปทางไหนเห็นแต่สีเหลืองอร่ามสะพรั่งไปทั่วบริเวณ  อาจมีสีอื่นบ้างจากร่มกั้นกางแดดดูเป็นสีกระดำกระด่างแซมปนบ้าง
     ๓. เสียงผู้คนตะโกนดังก้องไปทั่วว่า "ทรงพระเจริญ" แสงแดดที่แผดกล้ากลับรู้สึกอบอุ่น  มีสายลมเย็น ๆ แผ่วผ่านมา
     ๔. เสียงเห่เรือก้องกังวานตามผืนน้ำ  ท่ามกลางแสงอาทิตย์ยามเย็นที่สาดแสงสีเหลืองทองจับเป็นประกายบริเวณหมู่ยอดเจดีย์


ลองทำดูแล้ว มาตรวจคำตอบกันค่ะ

ข้อ ๑.  ตอบ  ๒   เป็นการอธิบายที่เป็นขั้นตอนชัดเจน  ส่วนข้ออื่น ๆ เป็นการเขียนบรรยาย     
  
ข้อ ๒.  ตอบ ๓   เป็นการเขียนชี้แจงตามลำดับขั้นตอนของการทำห่อหมก       

ข้อ ๓.  ตอบ ๑   เป็นการเขียนอธิบายแบบการให้นิยามและตัวอย่าง สังเกตจากคำว่า  เป็น  (ให้นิยาม)                                   และ คำว่า  เช่น  (การยกตัวอย่าง)

ข้อ ๔. ตอบ ๔    "แล้วจึงใส่กุ้ง  ปลาหมึก และเห็ดฟาง"  สำหรับความเห็นของผู้เขียน มองว่า อาจเรียง                                ลำดับเป็น   ๑ ๒ ๕ ๔ ๓    หรือ   ๒  ๑  ๕  ๔  ๓   ซึ่งลำดับที่ ๑  และ  ๒  อาจสลับที่กันได้
                        แล้วแต่บริบท  แล้วแต่จำนวนวัตถุดิบ  หรือแล้วแต่ความคล่องของแม่ครัวจ้า ซึ่งเราไม่ต้อง
                        สนใจ เพราะโจทย์ต้องการทราบขั้นตอนที่ต่อจากข้อ ๕ เท่านั้น

ข้อ ๕.  ตอบ ๑   เป็นการเขียนอธิบาย เพราะเป็นการให้ข้อมูลที่เป็นจริง แต่ไม่มีการเล่าเรื่องใด ๆ ทั้งสิ้น

ข้อ ๖. ตอบ  ๓   เป็นการพรรณนา สังเกตจาก  ในม่านแสงสุดท้ายของดวงตะวัน   ส่วนข้ออื่น ๆ 
                         เป็นการบรรยาย

ข้อ ๗. ตอบ ๔  เพราะเป็นการเขียนอธิบายชี้สาเหตุและผลลัพธ์ที่สัมพันธ์กัน คืดบอกที่มาของชื่อน้ำตก
                          ส่วนข้ออื่น ๆ เป็นการเขียนพรรณนา โดยมีข้อสังเกตดังนี้ 
              ๑.  น้ำตกช่วงสุดท้ายยังพุ่งลงมาเป็นสายกระทบลานหินกว้างสะท้อนแสงตะวันงามระยับตา
              ๒. น้ำตกสายนี้มีเสน่ห์ติดตาตรึงใจผู้มาเยือนด้วยสายธารที่ตกลงมาไหลรินโอบกอดลานหิน
              ๓. นักท่องเที่ยวจะได้ตื่นตากับฝูงผีเสื้อที่บินวนเวียนเหนือน้ำตกราวกับกลีบดอกไม้โปรยปราย
       
ข้อ ๘. ตอบ ๔  เป็นการใช้บรรยายโวหาร  ส่วนข้ออื่นเป็นพรรณนาโวหาร มีข้อสังเกต ดังนี้   
              ๑.  ดอยหัวคำเป็นหมู่บ้านชาวเขาซึ่งแต่งกายด้วยสีสันงดงามราวกับลูกกวาดหลากสี
              ๒. ในหุบเขายังมีกลุ่มหมอกคลอเคลียภูเขาเหมือนเป็นทะเลขาวกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา
              ๓. ช่วงฤดูหนาวทุ่งดอกบัวตองสีเหลืองอร่าม  บานสะพรั่งเป็นพรมดอกไม้งดงามไปทั่วทั้งขุนเขา
        
ข้อ ๙. ตอบ  ๒   ใช้โวหารบรรยายและพรรณนา   โดยข้อความแรกเป็นบรรยายโวหาร และข้อความที่
                           ขีดเส้นใต้ เป็นพรรณนาโวหาร
 "ก่อนจะถึงอุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง  รถของเราเลี้ยวเข้าจอดที่จุดชมวิวดอยกิ่วลม  หลายคนกระชากอุปกรณ์ถ่ายภาพออกมาให้ทันภาพของแสงวันใหม่  เบื้องหน้าเห็นทะเลหมอกขาวนวลกำลังอ้อยอิ่งในอ้อมกอดของขุนเขา  ไกลออกไปเห็นยอดดอยหลวงเชียงดาวยืนเคียงตะวันราวกับสถูปของกาลเวลา"  

ข้อ ๑๐. ตอบ ๑   ส่วนข้ออื่น ๆ เป็นการใช้พรรณนาโวหาร แม้จะมีไม่มาก แต่ก็นับว่าเห็นภาพได้ชัดเจน
               ๒. ภาพเหนือประตูทางเข้าเป็นรูปแม่พระธรณีบีบมวยผมที่งดงามเหลือบรรยาย
               ๓. ถัดมาเป็นพญามารถูกคลื่นมหึมาซัดกระโชก
              ๔. มารแต่ละตนดิ้นรนหนีตายด้วยอาการหวาดผวา
     
ข้อ ๑๑. ตอบ  ๒   เป็นการเขียนพรรณนา เพราะมีการเปรียบเทียบ ทำให้เห็นภาพชัดเจน ดังนี้      
             ๒. เขายังจำใบหน้าท่าทางของเธอได้อย่างติดตา  เธอเป็นคนอ้วน  หน้าอิ่ม  แก้มแดงเรื่อเหมือนดอกหงอนไก่บาน
   
ข้อ ๑๒. ตอบ ๑  เป็นการใช้บรรยายโวหาร    ส่วนข้ออื่นเป็นการใช้พรรณนาโวหาร  สังเกตจาก
         ๒. มองไปทางไหนเห็นแต่สีเหลืองอร่ามสะพรั่งไปทั่วบริเวณ  อาจมีสีอื่นบ้างจากร่มกั้นกางแดดดูเป็นสีกระดำกระด่างแซมปนบ้าง
         ๓. เสียงผู้คนตะโกนดังก้องไปทั่วว่า "ทรงพระเจริญ" แสงแดดที่แผดกล้ากลับรู้สึกอบอุ่น  มีสายลมเย็น ๆ แผ่วผ่านมา
         ๔. เสียงเห่เรือก้องกังวานตามผืนน้ำ  ท่ามกลางแสงอาทิตย์ยามเย็นที่สาดแสงสีเหลืองทองจับเป็นประกายบริเวณหมู่ยอดเจดีย์
   

 แล้วพบกันครั้งต่อไปนะคะ....

วันพฤหัสบดีที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2562

เพลงพื้นบ้านในข้อสอบโอเน็ต

    ใกล้เทศกาลสอบโอเน็ตแล้ว  หลาย ๆ คนคงเตรียมความพร้อมการสอบภาษาไทยอย่างเต็มที่แล้วนะคะ  วันนี้เราก็มีตัวอย่างข้อสอบเกี่ยวกับเพลงพื้นบ้านมาให้ดูกันค่ะ

    เพลงพื้นบ้าน  เป็นเพลงประจำของแต่ละท้องถิ่นทั้งถิ่นกลาง  อีสาน   เหนือ   ใต้  ลักษณะเด่นของเพลงพื้นบ้านก็คือ  ๑.  เป็นเพลงที่สืบทอดกันมานานและไม่ระบุว่าใครเป็นผู้แต่ง
                              ๒. มีเนื้อร้องและทำนองไม่ตายตัวแล้วแต่ความต้องการของผู้ร้องหรือตามสถานการณ์
                              ๓. ผู้นำร้องเพลงพื้นบ้านเรียกว่า  พ่อเพลง แม่เพลง  และมักจะมีลูกคู่คอยร้องประสานเสียงเพื่อความสนุกสนานและความไพเราะของเพลง
                              ๔.  มีการจัดจังหวะคำและสัมผัสง่าย ๆ ไม่ตายตัว เช่นเพลงพื้นบ้านภาคกลาง นิยมคำกลอนที่ลงท้ายด้วยสระเสียงเดียวกันไปเรื่อยๆ เป็นสัมผัสคล้องจองกันที่เสียงสระ  ไม่ใช่รูปสระ
                              ๔.  มีการจัดจังหวะคำและสัมผัสง่าย ๆ ไม่ตายตัว เช่นเพลงพื้นบ้านภาคกลาง 
นิยมคำกลอนที่ลงท้ายด้วยสระเสียงเดียวกันไปเรื่อยๆ เป็นสัมผัสคล้องจองกันที่เสียงสระ ไม่ใช่รูปสระ 
ที่นักวิชาการเรียกว่า "กลอนหัวเดียว" แต่พ่อเพลงแม่เพลง (ผู้ร้องเพลงพื้นบ้านฝ่ายชาย-ฝ่ายหญิง) นิยมเรียกว่า กลอนไล กลอนลา กลอนลี 
                        ๕. เน้นความสนุกสนานเป็นหลัก ซึ่งจะแสดงออกมาในรูปของการใช้คำสองแง่สองง่าม หรือคำที่เรียกว่า "กลอนแดง"เป็นภาษาของชาวเพลงภาคกลาง หมายถึง กลอนที่มีคำกล่าวถึงอวัยวะเพศ และพฤติกรรมทางเพศอย่างตรงไปตรงมา หรือบางครั้ง ก็ใช้คำผวนแทน คำเหล่านี้ปกติถือว่าเป็นคำหยาบ แต่เมื่อนำมาใช้ในพิธีกรรมตามความเชื่อดั้งเดิม ที่ปรากฏในกลุ่มชน ซึ่งประกอบอาชีพทางเกษตรกรรม และกสิกรรม ถือว่าเป็นการช่วยเพิ่มผลผลิต ส่งผลให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ของพืชพันธุ์  

              เมื่อรู้จักเพลงพื้นบ้านกันแล้วก็มาดูข้อสอบกันเลยค่ะ
 
๑.  ข้อใดเป็นเพลงพื้นบ้านที่อยู่ภาคเดียวกันทั้งหมด
      ๑.  ซอ  ฮ้องขวัญ                           ๒.  ลำเกี้ยว   เพลงชาน้อง
      ๓.  เพลงโคราช      จ๊อย                ๓.  เพลงฉ่อย    ลำเรื่อง

๒.  ข้อใดมีลักษณะคำประพันธ์ตรงกับลักษณะคำประพันธ์ของเพลงพื้นบ้าน ที่เรียกว่า "กลอนหัวเดียว"
    ๑.     มาเถอะหนาแม่มา                  แม่หนูน้อยอย่าช้า   ท่วงที
         จัดเป็นวงกงกำ                          ของพี่ก็ทำเอาไว้ดิบดี
         ถ้าน้องไม่เล่นกะทิดพร้อม         ตัวพี่จะกล่อมมโหรี
    ๒.      รีรีข้าวสาร   สองทะนานข้าวเปลือก    เลือกท้องใบลาน
         เก็บเบี้ยใต้ถุนร้าน      พานเอาคนข้างหลังไว้
    ๓.     จ้ำจี้จ้ำอวด       เอาลูกไปบวช     ถึงวัดถึงวา   ครั้นสึกออกมา     สัพพะลุ่นจุ่นจู๋
    ๔.     แม่ศรีเอย          แม่ศรีสวยสะ
            ยกมือไหว้พระ      ก็จะมีคนชม
            ขนคิ้วเจ้าก็ต่อ       ขนคอเจ้าก็กลม
            ชักผ้าปิดนม          ชมแม่ศรีเอย

๓.  ข้อใดไม่ใช่เหตุผลที่เพลงพื้นบ้านต้องมีลูกคู่ไว้รองรับหรือร้องซ้ำเพลง
          ๑.  เพื่อให้เพลงมีความไพเราะมากขึ้น
          ๒. เพื่อให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการร้องเพลง
          ๓.  เพื่อให้พ่อเพลงมีเวลาคิดเนื้อร้องในวรรคถัดไป
          ๔.  เพื่อให้แตกต่างจากเพลงพื้นบ้านประเภทอื่น

๔.  ลักษณะคำประพันธ์ของเพลงพื้นบ้านโดยทั่วไปคือข้อใด
        ๑.  มีการส่งสัมผัสนอกไม่คงที่
        ๒.  สัมผัสสระต้องเป็นสระรูปเดียวกันเสมอ
        ๓.  เมื่อส่งสัมผัสระหว่างวรรคจะใช้สัมผัสอักษร
        ๔.  สัมผัสอักษรต้องเป็นรูปอักษรเดียวกันเสมอ

มาดูคำตอบกันค่ะ
    ๑.   ตอบข้อ  ๑  เพราะ  ซอ  และฮ้องขวัญ เป็นเพลงพื้นบ้านภาคเหนือ
                             ส่วนข้อ  ๒  ลำเกี้ยว  (ภาคอีสาน)    เพลงชาน้อง  (ภาคใต้)
                                    ข้อ  ๓  เพลงโคราช  (ภาคอีสาน)    จ๊อย  (ภาคเหนือ)
                                    ข้อ  ๔  เพลงฉ่อย   (ภาคกลาง)   ลำเรื่อง   (ภาคอีสาน)

    ๒.   ตอบข้อ ๑ เพราะสังเกตจากสัมผัสระหว่างวรรคและดูคำลงท้ายทุกวรรคที่ลงเสียงสระอีเหมือนกัน
                            ส่วนข้ออื่น ๆ เป็นเพลงร้องเล่นสำหรับเด็ก

   ๓.   ตอบข้อ  ๔

   ๔.   ตอบข้อ  ๑  เพราะเพลงพื้นบ้านจะมีการส่งสัมผัสนอกไม่คงที่
                            ส่วนสัมผัสสระและสัมผัสระหว่างวรรคไม่จำเป็นจะต้องใช้รูปสระและรูปอักษรเดียวกันเสมอ



 ขอบคุณที่มา
http://kanchanapisek.or.th/kp6/sub/book/book.php?book=34&chap=2&page=t34-2-infodetail03.html

วันศุกร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2558

หลักการจำพยัญชนะวรรคบาลีสันสกฤต

     น้อง ๆ เคยมีปัญหาเกี่ยวกับการจำพยัญชนะวรรคภาษาบาลีสันสกฤตกันบ้างไหม  ทำยังไงถึงจะจำได้หมดและถูกต้อง เพราะว่ามีพยัญชนะบางตัวที่ออกเสียงเหมือนกัน คือพยัญชนะในวรรค ฏ  และวรรค ต
     ภาษาบาลี มีพยัญชนะวรรค  ๓๓  ตัว  ส่วนภาษาสันสกฤต มีพยัญชนะวรรค ๓๕  ตัว
ตัวที่เพิ่มมา คือ   ศ   ษ    นั่นเอง
     ปัญหานั้นจะหมดไป ถ้าลองใช้สูตรการท่องจำพยัญชนะวรรคภาษาบาลีสันสกฤตตามนี้นะคะ



พยัญชนะ        แถวที่  ๑       แถวที่  ๒        แถวที่  ๓       แถวที่  ๔        แถวที่  ๕
  วรรค                

วรรค  ก              ก                   ข                    ค                     ฆ                  ง
หลักการจำ        ไก่                  ขี่                  ควาย                 ฆ่า                งู

วรรค  จ               จ                  ฉ                    ช                     ฌ                  ญ
หลักการจำ         จับ                ฉิ่ง                 ช่วย                 เฌอ             หญิง

วรรค    ฏ            ฏ                  ฐ                     ฑ                     ฒ                 ณ
หลักการจำ        ปฏัก             ฐาน                มณโฑ             เฒ่า               เณร

วรรค  ต              ต                   ถ                    ท                      ธ                   น
หลักการจำ        เต่า                ถุง                  ทหาร                ธง                 หนู

วรรค  ป              ป                   ผ                     พ                     ภ                    ม
หลักการจำ        ปลา               ผึ้ง                    พี่                     ภู                    ม้า

 เศษวรรค (ไม่มีแถว)       ย       ร       ล     ว       ส     ห      ฬ         ํ     (ศ            ษ)
 หลักการจำ                 ยักษ์    ร้าย   ไล่   วิ่ง    เสือ   หิว   จุฬา    อัง   ( ศาลา   ฤๅษี)  

        วิธีการท่องจำ   พยัญชนะบาลีสันสกฤต  จะออกเสียงเหมือนมีสระอะประสมอยู่เสมอ 
 เรามาฝึกท่องกันเลยค่ะ

           พยัญชนะวรรคบาลีสันสกฤต

วรรค  กะ         กะ    ขะ    คะ     ฆะ    งะ     ไก่         ขี่         ควาย       ฆ่า        งู

วรรค  จะ         จะ    ฉะ    ชะ     ฌะ   ญะ    จับ        ฉิ่ง         ช่วย       เฌอ    หญิง

วรรค  ฏะ         ฏะ    ฐะ    ฑะ    ฒะ   ณะ    ปฏัก     ฐาน     มณโฑ     เฒ่า     เณร

วรรค  ตะ         ตะ    ถะ    ทะ     ธะ    นะ    เต่า       ถุง       ทหาร       ธง       หนู

วรรค  ปะ         ปะ    ผะ    พะ    ภะ     มะ    ปลา     ผึ้ง          พี่           ภู         ม้า

เศษวรรค        ยักษ์     ร้าย    ไล่    วิ่ง    เสือ     หิว     จุฬา     อัง (สันสกฤต   ศาลา    ฤๅษี)

        ในการท่องให้แบ่งเป็นจังหวะ  ๑๒    ๑๒๓      ๑๒     ๑๒๓    จะทำให้เราจำได้ง่ายขึ้น
ลองฝึกกันดูนะคะ  รับรองพยัญชนะวรรคบาลีสันสกฤตไม่พลาดแน่นอน....
     
       ถ้าน้อง ๆ  คนไหนมีเทคนิคการจำพยัญชนะวรรคบาลีสันสกฤตที่เด็ด ๆ ก็แลกเปลี่ยนกันเข้ามาได้นะคะ...

วันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2558

กาพย์..ผักโขม...วัชพืชทรงคุณค่า

   ถ้าพูดถึงการ์ตูนป๊อบอายแล้วละก็...หลาย ๆ คนก็คงจะนึกถึงหนุ่มทรงพลังที่คอยช่วยโอลีฟหญิงผู้เป็นที่รัก เมื่อเธอตกอยู่ในอันตราย  แต่ก่อนที่จะช่วยนั้น  ป๊อบอายก็จะกินผักโขมเพิ่มพลังก่อนทุกครั้ง...

    " ผักโขม "  ไม่เพียงแต่เป็นพืชที่ให้ประโยชน์เฉพาะในการ์ตูนเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง ผักโขมเป็นพืชที่ทรงคุณค่าและมีประโยชน์ต่อพวกเราเป็นอย่างมาก เพราะอุดมด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด ลองมาดูว่า ผักโขมจะมีประโยชน์อย่างไรบ้าง

                    ผักโขมผักพื้นบ้าน                            คนอีสานเรียกผักหม
            ผักโขมคนนิยม                                          เรียกชื่อนี้มีเหมือนกัน
            ผักโขมมีรสหวาน                                      สารอาหารล้วนครบครัน
            แคลเซียมธาตุเหล็กนั้น                              มากโปรตีนวิตามิน
            ทำอาหารหลากหลาย                                ผักโขมพายอบชีสกิน
            แกงเลียงอร่อยลิ้น                                    ทั่วทุกถิ่นกินผักโขม
            ผักโขมบำรุงครรภ์                                    ร่างกายนั้นไม่ทรุดโทรม
            กินแล้วมีรูปโฉม                                        ที่สวยงามและแข็งแรง
            ช่วยบำรุงโลหิต                                        ขจัดพิษของแสลง
            ร่างกายไม่ผอมแห้ง                                  ผักโขมแก้เบื่ออาหาร
            บำรุงน้ำนมมี                                             แก้ริดสีดวงทวาร
           ผักโขมช่วยต่อต้าน                                   ชะลอการเกิดริ้วรอย
           ลดเสี่ยงโรคหัวใจ                                     ถอนพิษไข้ไม่รอคอย
           แผลพุพองอย่าปล่อย                                 ใช้ผักโขมรีบรักษา
           ช้ำในหรือแน่นท้อง                                   ก็ต้องลองผักโขมมา
           ผักโขมนั้นเป็นยา                                       ช่วยระบายขับถ่ายดี
           ป้องกันกระดูกพรุน                                   สรรพคุณกลากเกลื้อนหนี
           ความจำเสื่อมไม่มี                                     โรคมะเร็งก็หายไป
           ช่วยบำรุงสายตา                                       แก้แน่นหน้าอกและไอ
           เซลล์เสื่อมหลีกหนีไกล                             อัศจรรย์ผักโขมเอย

     เห็นประโยชน์ของผักโขมแล้ว  ลองชิมดูนะคะ รับรองว่ามีดีแน่นอนค่ะ....

    


วันจันทร์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2556

คำเป็น คำตาย

       สวัสดีค่ะ... น้อง ๆ หลายคนคงเคยเจอข้อสอบที่มักจะถามถึงเรื่อง  คำเป็น  คำตาย   มาบ้างแล้ว  หลายคนสงสัยว่า  คำเป็น  คำตาย  คืออะไร และมีลักษณะอย่างไร
      วันนี้เรามาทำความรู้จักกับคำเป็น  คำตาย  กันดีกว่านะคะ

      คำเป็น   คือ คำที่มีลักษณะดังนี้  

       ๑.  ถ้าเป็นคำที่มีตัวสะกด   ให้ดูที่ตัวสะกดในแม่  กน   กม   เกย   เกอว    กง  (อาจจะจำยากสักนิดเพราะยาวมาก ) หรือจะจำให้ง่าย ๆ คือ  มีตัวสะกดแม่   นมยวง  เท่านั้น   
ไม่ต้องสนใจสระ       เช่น   ร้อน    ยาม    ย้อย    กาว     โกง

       ๒.  ถ้าเป็นคำที่ไม่มีตัวสะกด  คำนั้นต้องประสมด้วยสระเสียงยาวในแม่  ก  กา  เท่านั้น   เช่น   จ้า    เสีย     โอ้     ปู    เฮ

       ๓.   เป็นคำที่ประสมด้วย สระ   อำ    ใอ    ไอ    เอา     ( จำ   ใจ    ไป   เอา )

       คำตาย   คือ  คำที่มีลักษณะดังนี้

       ๑.  ถ้าเป็นคำที่มีตัวสะกด  ให้ดูที่ตัวสะกดในแม่   กก   กบ   กด    (แม่  กบด )   
(ไม่ต้องสนใจสระ)    เช่น    กาก    กรอบ     สด     ภาพ   โลภ    โดด

       ๒. ถ้าเป็นคำที่ไม่มีตัวสะกด   คำนั้นต้องประสมด้วยสระเสียงสั้นในแม่  ก  กา  เท่านั้น   เช่น  กะทิ     มะระ    มะลิ    กะปิ      กระทะ     นะจ๊ะ

       ๓.  มักใช้พยัญชนะตัวเดียว     เช่น    ธ      ณ      ก็     บ     บ่



เคล็ดไม่ลับสำหรับทำข้อสอบ

ถ้าเจอข้อความ  ให้แยกเป็นพยางค์ แล้วดูว่า  แต่ละพยางค์ คือคำเป็นหรือคำตาย

เช่น นกน้อยนอนแนบน้ำในนา แยกเป็น    นก    น้อย     นอน    แนบ    น้ำ     ใน      นา
                                                         
                  แยกคำเป็นคำตายได้ดังนี้     ตาย    เป็น      เป็น     ตาย    เป็น    เป็น    เป็น

                      เช่น    กฤษณา      แยกได้   ๓  พยางค์  คือ      กริด   -    สะ    -    หนา
                 
                                                  แยกคำเป็นคำตายได้ดังนี้      ตาย       ตาย        เป็น


            หลักการแยกคำเป็นคำตายดังกล่าว  จะสามารถช่วยให้น้อง ๆ  แยกคำเป็นคำตายได้ชัดเจน และสามารถทำข้อสอบได้นะคะ
 


                               แยกคำเป็นคำตายนั้นไม่ยาก         ไม่ลำบากหากเรานั้นฝึกฝน
 
                    ใช้หลักการง่ายง่ายได้ทุกคน                     อย่ากังวลรีบอ่านรีบฝึกเอย....      


            ใครอยากลองฝึกทำข้อสอบคำเป็น คำตาย ก็ลองไปตามลิงก์นี้ได้เลยค่ะ

วันพฤหัสบดีที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2554

คำไวพจน์หรือคำพ้องความหมาย


        เมื่อเราได้ยินคำว่า  "คำไวพจน์"  หลายคนก็คงสงสัยว่า 
คำไวพจน์ นั้นหมายถึงอะไร และมีลักษณะอย่างไรบ้าง   วันนี้เราจะมาเรียนรู้คำไวพจน์ไปพร้อมกัน ๆ กัน  ถ้าพร้อมแล้ว...ไปพร้อมกันเลยจ้า..


คำไวพจน์ ก็คือ คำที่มีความหมายเหมือนกัน แต่มีรูปศัพท์ต่างกัน และมักจะใช้ในโอกาสต่างกันอีกด้วยค่ะ ส่วนใหญ่มักจะใช้สำหรับการแต่งคำประพันธ์ หรือวรรณคดีที่เป็นบทร้อยกรองมากกว่าที่จะใช้ในชีวิตประจำวันนะคะ มาดูตัวอย่างคำไวพจน์กันเลยค่ะ เช่น


ดวงอาทิตย์ - ทิวากร ทิพากร สุริยะ สุริยา ทินกร สุรีย์ ไถง ประภากร ตะวัน สุริยัน พันแสง รวิ ระวี   รพิ   ระพี

กษัตริย์ - ขัตติยะ บดี บดินทร์ บพิตร นฤบดี ภูวไนย ภูมินทร์ ราชา นฤบาล นฤเบศร์

นฤบดินทร์ มหิดล บพิตร พระเจ้าอยู่หัว ภูบดี ไท้ ไท นรินทร์ นเรนทร์ นโรดม ธเรศ

จักรพรรดิ์ ราชา ราชาธิราช นริศ ธรณินทร์ อธิราช จักรี ราช อดิศรภูวนาถ ภูมิบาล

งาม - วิไล ไฉไล ลาวัณย์ สวย โสภา โสภิณ

ควาย - กาสร กระบือ มหิงสา

ช้าง - กรี กุุญชร คช คชา พลาย สาร หัตถี ไอยรา ดำรี    คชสาร

ดอกบัว - โกมุท โกมล ปทุม อุบล

เด็ก - กุมาร กุมารี ผู้เยาว์ ดรุณ ดรุณี

ดอกไม้ - โกสุม บุปผา บุษบา มาลี ผกา มาลัย   สร้อยสุมาลี    

ตาย - สิ้นชีพ เสีย อาสัญ มรณะ วายปราณ ถึงแก่กรรม สิ้นชีพตักษัย สวรรคต

น้ำ - กระแสสินธุ์ คงคา ชลธี ชลธาร ธารา ชลสินธุ์ อุทก วาริน อาโป วารี ชล คงคา

ปลา - มัสยา มัจฉา

ผู้หญิง - กัลยา เยาวมาลย์ ยุพิน นงคราญ อิสตรี สตรี อิตถี นารี กามินี พธูกัญญา กันยา

กัลยาณี นงเยาว์ นงพะงา อรไท อนงค์ บังอร นรี ยุพเยาว์ ยุพเรศ วนิดา วธู สุดา

พระอินทร์ - อมรินทร์ สหัสนัยน์ เพชรปาณี มัฆวาน โกสีย์ สักกะ สุชัมบดี

พระพุทธเจ้า - พระตรีโลกนาถ พระพุุทธองค์ พระทศพล พระภควันต์ ตถาคต พระชินสี

ภูเขา - คีรี ไศล บรรพต ภูผา สิงขร

ม้า - อาชา อาชาไนย สินธพ พาชี ดุรงค์ หัยราช อัศวะ   แสะ    

ลม - พระพาย วายุ วาโย

ลิง - กระบี่ วานร   กบี่    พานรินทร์   

วัว - โค พฤษภ

ศัตรู - ข้าศึก ดัสกร ริปู ปัจจามิตร ไพรี ปัจนึก อริ ปรปักษ์

พระจันทร์ - รัชนีกร แข บุหลัน นิศากร ศศิธร รัชนี วราลี ตมิสา ตารเกศ   โสม

ทองคำ - สุวรรณ เหม กนก มาศ    อุไร   กาญจน์

เพชร - มณี พัชร พชร วิเชียร วชิระ วชิร วัชระ

เมือง - บุรี ธานี นคร ปุระ กรุง   พารา

นักบวช - มุนี ฤษี ดาบส นักพรต นักสิทธิ์

นก - สกุณา ปักษา สุโนก วิหค ชากร ปักษี สกุณี บุหรง ทวิช

งู - อุรค ภุชงค์ ผณี ทีฑชาติ นาคา

ยักษ์ - อสูร รากษส แทตย์ ทานพ มาร อุสรี อสุรา    ยักษา    ยักษี

เทวดา - อมร เทพ สูร เทพยดา นิรชร เทวา

นางฟ้า - อัจฉรา อัปสร อัปสรา รัมภา เทพธิดา เทวี

ต้นไม้ - พฤกษ์ รุกข์ ตรุ เฌอ ทุม

สวยงาม - ประไพ อำไพ วิลาวัณย์ วิไล โสภา

ใจ - กมล หทัย ฤดี ฤทัย แด

ป่า - อรัญ ชัฏ ไพร พงพี พนา ไพรสัณฑ์ พนาสณฑ์ พนัส พนาดร เถื่อน พง ดง อารัญ

พนาวัน ไพรวัน

เดิน - ดำเนิน   เยื้องย่าง    ลีลา

น้อง ๆ พอจะเห็นแนวทางที่จะนำคำเหล่านี้ไปใช้ให้เหมาะสมกับงานเขียนของตนเองได้นะคะ การเลือกใช้คำให้เหมาะสมก็จะทำให้งานเขียนของน้อง ๆ เกิดความไพเราะสมบูรณ์มากยิ่งขึ้นค่ะ......