วันเสาร์ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2566

ข้อสอบ คำเป็น คำตาย

 คำเป็น  คำตาย เป็นเรื่องที่มักจะใช้ออกข้อสอบวัดความสามารถด้านภาษาไทย  ก่อนทำข้อสอบ ไปทบทวน เคล็ดไม่ลับของคำเป็น - คำตาย ได้ที่นี่จ้า   https://kroomam.blogspot.com/2013/09/blog-post.html

 หากมั่นใจแล้ว   เรามาฝึกทำข้อสอบกันเลยจ้า

๑. "จงหยุดสูบบุหรี่  เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดตีบ" 

     ๑.๑.  ข้อความนี้  มีคำเป็น กี่พยางค์  

๑)  ๗ พยางค์        ๒) ๘  พยางค์       ๓) ๙ พยางค์       ๔) ๑๐ พยางค์        ๕) ๑๑ พยางค์

    ๑.๒  ข้อความในข้อ  ๑    มีคำตาย  กี่พยางค์ 

๑)  ๗ พยางค์        ๒) ๘  พยางค์       ๓) ๙ พยางค์       ๔) ๑๐ พยางค์        ๕) ๑๑ พยางค์


๒. "ป่าดิบชื้นมีอยู่ในภาคตะวันออกและภาคใต้ของประเทศไทย"

    ๒.๑ ข้อความนี้  มีคำเป็น กี่พยางค์  

๑)  ๗ พยางค์        ๒) ๘  พยางค์       ๓) ๙ พยางค์       ๔) ๑๐ พยางค์        ๕) ๑๑ พยางค์

    ๒.๒ ข้อความในข้อ  ๒    มีคำตาย  กี่พยางค์  (นับพยางค์ซ้ำ)

๑)  ๕ พยางค์        ๒) ๖  พยางค์       ๓) ๗ พยางค์       ๔) ๘ พยางค์        ๕) ๙ พยางค์


๓. "การเพิ่มห้องสมุดสาธารณะเป็นช่องทางหนึ่งที่จะช่วยให้คนอ่านหนังสือมากขึ้น"

     ๓.๑ ข้อความนี้  มีคำเป็น กี่พยางค์  

๑)  ๑๓ พยางค์        ๒) ๑๔  พยางค์       ๓) ๑๕ พยางค์       ๔) ๑๖ พยางค์      ๕) ๑๗ พยางค์

    ๓.๒ ข้อความในข้อ  ๓    มีคำตาย  กี่พยางค์  

๑)  ๓ พยางค์        ๒) ๔  พยางค์       ๓) ๕ พยางค์       ๔) ๖ พยางค์        ๕) ๗ พยางค์


๔. "อาการปวดประสาทจากโรคงูสวัดรุนแรงเพียงใด  คนที่ไม่เคยเป็นยากจะเข้าใจได้"

    ๔.๑ ข้อความนี้  มีคำเป็น กี่พยางค์  

๑)  ๑๔ พยางค์        ๒) ๑๕  พยางค์       ๓) ๑๖ พยางค์       ๔) ๑๗ พยางค์      ๕) ๑๘ พยางค์

    ๔.๒ ข้อความในข้อ  ๔    มีคำตาย  กี่พยางค์  

๑)  ๖ พยางค์        ๒) ๗  พยางค์       ๓) ๘ พยางค์       ๔) ๙ พยางค์        ๕) ๑๐ พยางค์


๕. "การผลิตทองรูปพรรณแบบโบราณ  ช่างจะใช้มือทำในเกือบทุกขั้นตอน"

    ๕.๑ ข้อความนี้  มีคำเป็น กี่พยางค์  

๑)  ๘ พยางค์        ๒) ๙  พยางค์       ๓) ๑๐ พยางค์       ๔) ๑๑ พยางค์      ๕) ๑๒ พยางค์

    ๕.๒ ข้อความในข้อ  ๔    มีคำตาย  กี่พยางค์  

๑)  ๕ พยางค์        ๒) ๖  พยางค์       ๓) ๗ พยางค์       ๔) ๘ พยางค์        ๕) ๙ พยางค์




เฉลยคำตอบ

ข้อ ๑  "จงหยุดสูบบุหรี่  เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดตีบ"

ข้อ ๑.๑ ตอบข้อ  ๓)   มีคำเป็น  ๙ พยางค์  ได้แก่คำว่า  จง / หรี่ /  เพื่อ / ความ / เสี่ยง / ใน / การ / หัว / ใจ 

ข้อ ๑.๒ ตอบข้อ ๔) มีคำตาย  ๑๐ พยางค์ ได้แก่คำว่า  หยุด / สูบ / บุ / ลด / เกิด / โรค / และ / หลอด / เลือด / ตีบ


ข้อ ๒  "ป่าดิบชื้นมีอยู่ในภาคตะวันออกและภาคใต้ของประเทศไทย"

ข้อ ๒.๑ ตอบข้อ  ๓)  มีคำเป็น  ๙ พยางค์  ได้แก่คำว่า ป่า / ชื้น / มี / อยู่ / ใน / วัน / ใต้ / ของ / ไทย

ข้อ ๒.๒ ตอบข้อ  ๔)   มีคำตาย  ๘ พยางค์  ได้แก่คำว่า  ดิบ / ภาค / ตะ / ออก / และ / ภาค / ประ / เทศ 


ข้อ ๓ "การเพิ่มห้องสมุดสาธารณะเป็นช่องทางหนึ่งที่จะช่วยให้คนอ่านหนังสือมากขึ้น"

ข้อ ๓.๑ ตอบข้อ  ๕)  มีคำเป็น  ๑๗ พยางค์  ได้แก่คำว่า  การ / เพิ่ม / ห้อง / สา / ธา / เป็น / ช่อง / ทาง / หนึ่ง / ที่ / ช่วย / ให้ / คน / อ่าน / หนัง / สือ / ขึ้น

ข้อ ๓.๒ ตอบข้อ  ๔)  มีคำตาย ๖ พยางค์  ได้แก่คำว่า  ส / มุด / ร / ณะ / จะ / มาก


ข้อ ๔  "อาการปวดประสาทจากโรคงูสวัดรุนแรงเพียงใด  คนที่ไม่เคยเป็นยากจะเข้าใจได้"

ข้อ ๔.๑ ตอบข้อ  ๒)  มีคำเป็น  ๑๕  พยางค์  ได้แก่คำว่า อา / การ / งู / รุน / แรง / เพียง / ใด / คน / ที่ / ไม่ / เคย / เป็น / เข้า / ใจ / ได้ 

ข้อ ๔.๒ ตอบข้อ  ๔)  มีคำตาย  ๔ พยางค์  ได้แก่  ปวด / ประ / สาท / จาก / โรค / ส / วัด / ยาก / จะ 


ข้อ ๕. "การผลิตทองรูปพรรณแบบโบราณ  ช่างจะใช้มือทำในเกือบทุกขั้นตอน"

ข้อ ๕.๑ ตอบข้อ  ๕)  มีคำเป็น  ๑๒  พยางค์  ได้แก่คำว่า  การ / ทอง / พรรณ / โบ / ราณ / ช่าง / ใช้ / มือ / ทำ / ใน /  ขั้น / ตอน

ข้อ ๕.๒  ตอบข้อ  ๔)  มีคำตาย  ๘ พยางค์  ได้แก่คำว่า  ผ / ลิต / รูป / ป / แบบ / จะ / เกือบ / ทุก 


วันเสาร์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2566

รู้ภาษาถิ่นเหนือ แอ่วเหนือม่วนใจ๋

          ถึงฤดูหนาวทีไร หลาย ๆ คนก็อยากจะไปเที่ยวชมหมอกสวย ๆ ลมเย็น ๆ ที่ยอดดอยในภาคเหนือและถ้าโชคดีก็อาจเจอ เหมยขาบ  หรือที่เรียกว่าแม่คะนิ้ง ในภาษาถิ่นอีสานนั่นเอง

            "เหมยขาบ" คือ ละอองน้ำค้างที่กลายเป็นน้ำแข็งแผ่นบาง ๆ เกาะอยู่บนใบไม้ในเวลาที่อากาศหนาว  ซึ่งภาคกลางเรียกว่า "น้ำค้างแข็ง"


ที่มาของภาพ : https://www.sanook.com/news/7619294/


         ภาคเหนือ ก็จะมีภาษาถิ่นที่คนเหนือซึ่งเรียกตัวเองว่า "คนเมือง"  ใช้สื่อสารกันในท้องถิ่น เราเรียกว่า "ภาษาถิ่นเหนือ" หรือ "คำเมือง" หรือ "กำเมือง"  ก็เรียกได้จ้า
        
        วันนี้ก็เลยอยากพาทุกคนมาเรียนรู้ภาษาถิ่นเหนือ หรือ คำเมือง ที่คนเมืองเหนือใช้สื่อสารกันผ่านบทสนทนาระหว่าง คนเมือง กับ ล่าม ค่ะ  มาดูกันค่ะ...

        คนเมือง : วันนี้จะปาเปื้อน ๆ ไปแอ่วดอยกั๋นเน้อ
        ล่าม       :  วันนี้จะพาเพื่อน ๆ ไปเที่ยวภูเขากันนะ

        คนเมือง : จากนั้นหมู่เฮาจะปากั๋นไปกิ๋นน้ำเงี้ยวกับข้าวซอยของลำประจ๋ำตี้นี่เลยหนา
        ล่าม       : จากนั้นพวกเราจะพากันไปกินน้ำเงี้ยวกับข้าวซอยของอร่อยประจำที่นี่เลยนะ

        คนเมือง  : ต๋อนนี้ถ้ารถอยู่  แหมน้อยรถก็จะมาละ  
        ล่าม        :  ตอนนี้กำลังรอรถอยู่  อีกหน่อยรถก็จะมาแล้ว

        คนเมือง : รถมาแล้วคับ  จะปากันไปตี้ไหนพ่องน้อ
        ล่าม       :  รถมาแล้วครับ  จะพากันไปที่ไหนบ้างน้อ

        คนเมือง  : หมู่เฮาจะขึ้นดอย  ไปไหว้สาพระธาตุ แล้วก็จะไปแหมหลายตี้อยู่เจ้า
        ล่าม       :  พวกเราจะขึ้นไปภูเขา  ไปไหว้พระธาตุ แล้วก็จะไปอีกหลายที่ค่ะ

        คนเมือง   : เปื้อน ๆ ผ่อข้างตางหนา  พระธาตุอยู่ตางปุ๊น  วิวงามขนาด   งามแต๊งามว่า
        ล่าม        :  เพื่อน ๆ ดูข้างทางสิ         พระธาตุอยู่ทางนู้น  วิวสวยมาก     สวยจริง ๆ

        คนเมือง  :  ไผจะหาซื้อของไปฝากหมู่ ก็ย่างหาซื้อต๋ามร้านก๊าเลยเน้อ  เปิ้นบ่ไหวแล้ว  เจ็บขา
        ล่าม        :  ใครจะหาซื้อของไปฝากเพื่อน ก็เดินหาซื้อตามร้านค้าเลยนะ  ฉันไม่ไหวแล้ว  ปวดขา

        คนเมือง  :  วันนี้แดดแฮง  ถ้ามีจ้องติ๊ดตั๋วมาโตยก็น่าจะดีเนาะ
        ล่าม        :  วันนี้แดดแรง   ถ้ามีร่มติดตัวมาด้วยก็น่าจะดีนะ

        คนเมือง  :  ปิ๊กจากไหว้พระธาตุแล้ว     ก็อย่าลืมไปแวะกาด      ซื้อกำกิ๋นไปกิ๋นมะแลงตวยเน้อ
        ล่าม        :  กลับจากไหว้พระธาตุแล้ว  ก็อย่าลืมไปแวะตลาด    ซื้ออาหารไปกินตอนเย็นด้วยนะ

        คนเมือง  : วันนี้มาอู้กำเมืองหื้อหมู่ฟังเต้าอี้เน้อเจ้า  วันลูนจะมาอู้กำเมืองหื้อเปื้อน ๆ ได้ฟังกั๋นแหมเจ้า
        ล่าม        : วันนี้มาพูดคำเมืองให้เพื่อน ๆ ฟังเท่านี้นะคะ  วันหลังจะมาพูดคำเมืองให้เพื่อน ๆ ได้ฟังกันอีกนะคะ

        คนเมือง   :  สวัสดีเจ้า
        ล่าม         :  สวัสดีค่ะ

    หมายเหตุ - ภาษาเหนือที่ใช้ในตัวอย่างนี้ อาจแตกต่างจากพื้นที่อื่น ๆ เล็กน้อย เนื่องจากแต่ละพื้นที่ย่อมมีคำและสำเนียงการอ่านที่แตกต่างกันบ้าง แต่ก็ยังสื่อสารกันได้และเข้าใจตรงกันจ้า
   


ปู่ม่านย่าม่าน (กระซิบรักบันลือโลก)  วัดภูมินทร์  อ.เมืองน่าน   จ.น่าน

ที่มาของภาพ : https://www.sanook.com/horoscope/127389/



        

วันจันทร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2566

คำยืมภาษาอังกฤษนี้ที่ถูกตัดย่อพยางค์

         ฮัลโหล !  วันนี้เรามาเรียนรู้เรื่อง คำยืมจากภาษาอังกฤษที่คนไทยมักนำมาใช้พูดสื่อสารกันในชีวิตประจำวัน จนกลายเป็นความเคยชินไปแล้ว จนบางครั้งนึกว่าเป็นคำไทยเสียอีก

        คำยืมจากภาษาอังกฤษ ที่เรายืมมาใช้นั้นมีอยู่อย่างหลากหลาย สามารถพบเห็นได้ทั่วไป โดยเฉพาะชื่อเรียกสิ่งต่าง ๆ  เช่น อาหาร  เครื่องดื่ม  ผัก  ผลไม้  เครื่องดนตรี  ของใช้ทั่วไป   เครื่องแต่งกาย  เครื่องสำอาง  ศัพท์ทางวิชาการต่าง ๆ โดยเฉพาะศัพท์ทางวิทยาศาสตร์  ศัพท์ทางการแพทย์  หรือแม้แต่ชื่อเล่นของน้อง ๆ รุ่นใหม่  ซึ่งส่วนใหญ่มักออกเสียงเป็นคำภาษาอังกฤษนั่นเอง

       คำยืมจากภาษาอังกฤษนั้น มีทั้งคำที่มีพยางค์เดียว และคำที่มีหลายพยางค์  และแน่นอนว่า เมื่อคนไทยยืมคำเหล่านั้นมาใช้ เราก็ต้องมีการปรับให้คนไทยสามารถออกเสียงคำเหล่านั้นให้ง่ายขึ้น ด้วยการตัดพยางค์จากคำต้นฉบับให้สั้นลง  อาจตัดพยางค์แรกของคำออก หรือตัดพยางค์กลางคำออก หรืออาจตัดพยางค์ท้ายคำออกก็ได้

        แม้ว่าคำยืมเหล่านั้นจะถูกตัดให้มีเสียงสั้นลง แต่คนไทยก็ยังสามารถเข้าใจว่าหมายถึงสิ่งใด และเรามักนำคำเหล่านั้นไปใช้ในกรณีที่ไม่เป็นทางการ หรือใช้ในภาษาพูดเท่านั้น

        ในการตัดพยางค์ของคำที่มาจากภาษาอังกฤษให้สั้นลงจะสามารถทำได้ แต่พยางค์ที่ถูกตัดแล้ว จะต้องเป็นพยางค์ที่คนทั่วไปยอมรับและเข้าใจตรงกัน  ไม่ใช่อยากจะตัดคำไหนให้สั้นลง ก็ตัดเอาเองโดยที่คนอื่นเขาไม่เข้าใจ  แบบนี้ก็ไม่ได้นะจ๊ะ

        เรามาดูตัวอย่างคำยืมจากภาษาอังกฤษ ที่ถูกตัดให้มีพยางค์น้อยลงกว่าเดิมกันดีกว่าจ้า

1. มอเตอร์ไซค์   ใช้ว่า    มอไซค์

2. ไมโครเวฟ      ใช้ว่า    เวฟ

3. ฟุตบอล          ใช้ว่า   บอล

4. วอลเลย์บอล   ใช้ว่า  วอลเลย์

5. บาสเกตบอล    ใช้ว่า   บาส

6. กิโลเมตร         ใช้ว่า   กิโล   (คนไทยตัดสั้นไปอีก  ใช้ว่า  โล)

7. กิโลกรัม          ใช้ว่า   กิโล   (คนไทยตัดสั้นไปอีก   ใช้ว่า   โล)

8. ลิปสติก           ใช้ว่า  ลิป

9. เนกไท             ใช้ว่า  ไท

10. อีเมล              ใช้ว่า   เมล

11. แบดมินตัน      ใช้ว่า   แบด

12. แซ็กโซโฟน    ใช้ว่า  แซ็ก

13. ไมโครโฟน      ใช้ว่า  ไมค์

14. คอมพิวเตอร์    ใช้ว่า  คอม

15. อินเทอร์เน็ต     ใช้ว่า  เน็ต

16.  เว็บไซต์           ใช้ว่า   เว็บ

17. เฟซบุ๊ก             ใช้ว่า  เฟซ

18. ไนต์คลับ           ใช้ว่า  คลับ

19. มาเลเซีย           ใช้ว่า   มาเลย์

20. แบตเตอรี          ใช้ว่า  แบต

21. อินโดนีเซีย         ใช้ว่า  อินโด

22. คอนโดมิเนียม    ใช้ว่า  คอนโด

23. คอนเสิร์ต           ใช้ว่า  คอน

24. ก๊อปปี้                 ใช้ว่า  ก๊อป

25. เว็บเพจ               ใช้ว่า  เพจ

26. โคคาโคล่า          ใช้ว่า  โคล่า

27. โอเวอร์                ใช้ว่า  เวอร์

28. เกมโอเวอร์           ใช้ว่า   เกม

29. แอร์คอนดิชันเนอร์  ใช้ว่า แอร์คอนดิชัน  ตัดให้สั้นอีก    ใช้ว่า  แอร์ 

30. ฮิปโปโปเตมัส         ใช้ว่า  ฮิปโป

31. ดับเบิ้ล                    ใช้ว่า เบิ้ล

32. แอปพลิเคชัน          ใช้ว่า  แอป

33. คอมเมนต์                ใช้ว่า  เมนต์

34. อัปโหลด                  ใช้ว่า  อัป

35. ดาวน์โหลด              ใช้ว่า  โหลด

36. ยิมเนเซียม               ใช้ว่า  ยิม

37. แฮมเบอร์เกอร์          ใช้ว่า  เบอร์เกอร์

     คงจะพอเห็นตัวอย่างการตัดคำให้สั้นลงกันแล้วนะคะ  ถ้าเราใช้คำที่ตัดสั้นจนเคยชิน อาจจะทำให้เราลืมคำเต็มของคำนั้นไปเลยก็ได้นะ

     แล้วคุณล่ะ...ชอบใช้คำแบบเต็ม ..หรือคำแบบตัดพยางค์...? ...








 

วันจันทร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2566

คำคล้องจอง สัมผัสนอก สัมผัสใน ของบทร้อยกรอง

     หลายครั้งที่เราต้องแต่งคำประพันธ์ สิ่งที่จะขาดไม่ได้นอกจากเราต้องรู้จักฉันทลักษณ์ของคำประพันธ์แต่ละชนิดแล้ว  ยังต้องมี คำสัมผัส  ที่เป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้คำประพันธ์ของเรามีความไพเราะ และมีความเป็นเทพอยู่ในตัว นั่นก็คือ สัมผัสนอก  และสัมผัสใน  นั่นเอง

        สัมผัสนอก  เรียกอีกอย่างว่า  สัมผัสบังคับ  เป็นสัมผัสบังคับของคำประพันธ์แต่ละชนิด  ซึ่งเป็นสัมผัสที่เกิดขึ้นเชื่อมโยงระหว่างวรรคต่อวรรค  หรือเชื่อมโยงระหว่างบท  ซึ่งเราจะเรียกสัมผัสที่เชื่อมระหว่างบทว่า  "สัมผัสระหว่างบท"  นั่นเอง

ถ้าขาดสัมผัสนอก  คำประพันธ์นั้น ก็จะผิดฉันทลักษณ์ไปทันที และตกรอบแรกเลยจ้า

        สัมผัสใน  เป็นสัมผัสที่แสดงความเป็นเทพของผู้แต่งคำประพันธ์นั้น ๆ  เพราะเป็นคำสัมผัสที่คล้องจองกันในแต่ละวรรคเท่านั้น  ไม่ใช่คำสัมผัสข้ามวรรค

        สัมผัสใน  แบ่งได้ ๒ ประเภท คือ สัมผัสสระ  และ  สัมผัสพยัญชนะ (สัมผัสอักษร) ดังนี้

๑. สัมผัสสระ  มีหลักการสังเกต ดังนี้

    ๑.๑ ถ้าเป็นคำที่มีเฉพาะสระ ไม่มีตัวสะกด  ก็ต้องให้สระมีเสียงเดียวกัน  เช่น   นา   มา  ยา   หา   ข้า   ล่า   ป๋า  

    ๑.๒ ถ้าเป็นคำที่มีตัวสะกด  สัมผัสสระ จะต้องมีเสียงสระเหมือนกัน และมีตัวสะกดในมาตราเดียวกัน  เช่น   คล้อย   ย้อย   จอย   ปอย   ปล่อย   ย่อย   สอย 

     หลักการหาสัมผัส  ให้เราคำนึงถึงการออกเสียงเป็นหลัก  ไม่ต้องกังวลว่ารูปพยัญชนะตัวสะกดจะตรงมาตราหรือไม่  เช่น  คำว่า  กัลป์   ให้ออกเสียง  อัน   แล้วเราก็หาคำที่ออกเสียง  อัน    เช่น   จันทร์    ทัน   บรร    สรร   สันต์   จัญ  

    จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่า คำที่มีเสียง  อัน  แม้ว่าจะมีรูปตัวสะกดต่างกัน แต่ก็อยู่ในมาตราแม่ กน ทุกตัว

๒. สัมผัสพยัญชนะ หรือ สัมผัสอักษร   มีหลักสังเกต  ดังนี้

    ๒.๑ คำนั้นต้องใช้พยัญชนะต้นเสียงเดียวกัน  (เน้นว่า  เสียงเดียวกัน ซึ่งอักษรสูงและอักษรต่ำ นับว่าเป็นเสียงเดียวกัน  ได้แก่   ข - ค - ฆ  /  ฉ - ช / ฐ - ถ - ท - ฑ - ฒ - ธ / ผ - พ - ภ / ฝ -ฟ / ศ - ษ - ส - ซ /  ห - ฮ)  

    ๒.๒  ไม่ต้องดูว่า คำนั้นมีสระหรือตัวสะกดในมาตราเดียวกันหรือไม่  เพราะเราเน้นที่เสียงพยัญชนะต้น  เป็นหลัก   เช่น  เมื่อมั่งมีมากมายมิตรหมายมอง    (ใช้เสียง  /ม/)

    ๒.๓  ถ้าดูรูปคำแล้วสับสน  ให้อ่านคำนั้นเป็นแบบอักษรย่อ ก็จะทำให้เราออกเสียงได้ชัดขึ้น  เช่น  จะจับจองจ่องจ้องสิ่งใดนั้น   ให้อ่านเป็น   จ จ จ จ จ ส ด น   (ใช้เสียง /จ/ มากที่สุด)

 สินสมุทรสุดฉลาดไม่อาจบอก   ให้อ่านเป็น   ส  ส  ม  ส  ฉ  ล  ม  อ  บ   (ใช้เสียง /ส/ จำนวน ๓ พยางค์  คือ  สินสมุทรสุด) เพียงเท่านี้ก็จะทำให้เราเห็นตัวย่อของคำได้ครบทุกพยางค์นั่นเอง

        หวังว่า ผู้อ่านคงจะได้เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยไปใช้กันบ้างนะคะ  

        เพียงเท่านี้  การหาสัมผัสนอก และสัมผัสในจากบทร้อยกรอง จะง่ายขึ้นกว่าเดิมมากเลยจ้า


วันอาทิตย์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2566

เคล็ด (ไม่) ลับ การคิดคำคล้องจองในบทร้อยกรองไทย

        เสียงใดไม่เข้าพวก  ...สน   หน   จน   ขน   มล   กล   ศร  ... 

    จากคำถามข้างต้น  คิดว่า หลายคนคงจะได้คำตอบแล้ว  นั่นคือคำว่า  ศร  นั่นเองจ้า

   เมื่อเราคิดอยากแต่งบทร้อยกรองขึ้นมา  สิ่งสำคัญก็คือ ต้องคิดหาคำคล้องจอง เพื่อให้บทร้อยกรองของเรานั้นแต่งได้ถูกต้องตามฉันทลักษณ์ และตามผังที่มีเส้นสัมผัสคำคล้องจองกำหนดไว้   ซึ่งบทร้อยกรองแต่ละประเภทก็จะมีกำหนดตำแหน่งคำคล้องจองที่แตกต่างกันไป

    วันนี้ มาทำความรู้จักกับคำคลัองจองกันหน่อยดีไหมคะ  เผื่อได้นำไปใช้ประโยชน์ในการแต่งบทร้อยกรอง

    คำคล้องจอง หรือคำสัมผัส  คือ คำที่มีเสียงไปในทำนองเดียวกัน  แยกเป็น ๒ ประเภทใหญ่ ๆ  ดังนี้

    ๑. คำคล้องจองที่ไม่มีตัวสะกด  แต่คำนั้นต้องใช้สระเสียงเดียวกัน และใช้พยัญชนะต้นต่างกัน      บางครั้งอาจไม่ต้องคำนึงถึงรูปวรรณยุกต์ที่ใช้   ยกเว้นการแต่งบทร้อยกรองบางประเภทที่มีการกำหนดเสียงวรรณยุกต์ไว้ เช่น  สา   มา  นา  หา  ตา   ย่า   ล้า   ป๋า  ฯลฯ

    ๒. คำคล้องจองที่มีตัวสะกด  แต่ต้องเป็นตัวสะกดในมาตราเดียวกัน  และต้องมีเสียงสระเดียวกันเท่านั้น  เช่น  สาย   หาย   ต่าย   คล้าย   อาย   หลาย   ปลาย   ฯลฯ

    คำคล้องจองเหล่านี้ เพื่อความสะดวกในการหา  เราจะยึดที่เสียงของคำคล้องจองเป็นหลัก  เช่น  สิงห์   ออกเสียงเป็น   เสียง   อิง    แล้วคำไหนบ้างล่ะ  ที่ออกเสียงเป็นเสียง  อิง   

    วิธีการง่าย ๆ ที่เราชอบใช้  นั่นก็คือ  เสียง  อิง   เราใช้การเปลี่ยนจาก  อ   ในเสียง  อิง  เป็นพยัญชนะตัวอื่นแล้วอาจเพิ่มรูปวรรณยุกต์เข้าไป   แต่ต้องเป็นคำที่มีความหมายเท่านั้นนะ   

    อาจไล่จาก  ก - ฮ  ได้เลย  แต่ต้องดูด้วยว่า  พยัญชนะตัวใดที่ไม่มีคำใช้  ก็ข้ามไปได้เลย จะได้ไม่เสียเวลาไล่เสียงค่ะ

   เช่น      กิ่ง   กริ่ง   ขิง    คิง   จริง   ฉิ่ง   ชิง   ซิง   ซิ่ง   หญิง  ดิ่ง   ติง   ติ่ง  ทิง   ทิ้ง   นิ่ง   ปลิง   ปิง   ผิง   พิง   มิ่ง  ยิง   ยิ่ง   รุ่งริ่ง  ลิง  วิ่ง   สิง   สิงห์   หิ่งห้อย   อิง    เป็นต้น

ลองใช้เทคนิคนี้ดูนะ  จะทำให้เราคิดหาคำคล้องจองได้ง่ายขึ้นจ้า









วันจันทร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2565

ความเชื่อเรื่องผีปอบในปัจจุบัน

       "สิ่งที่มองไม่เห็น  ใช่ว่าจะไม่มี"                    

     หลาย ๆ คนคงจะเคยได้ยินประโยคนี้กันมาบ้างแล้ว  ส่วนใหญ่จะเป็นความเชื่อในสิ่งที่มองไม่เห็น เช่น เรื่องวิญญาณ  เรื่องไสยศาสตร์  ซึ่งความเชือเรื่องนี้ผูกพันกับชีวิตคนไทยมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

    ในสังคมเมือง ความเชื่อเหล่านี้อาจจะไม่ค่อยพบมากเท่าใดนัก  แต่สำหรับสังคมชนบท ความเชื่อเหล่านี้ก็ยังหยั่งรากลึกอยู่ในใจของหลาย ๆ คน 

   เราเป็นคนหนึ่งที่ยังมีความเชื่อในเรื่องวิญญาณ  แม้ว่าเทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น แม้ว่ากาลเวลาจะผันเปลี่ยนไปนานเพียงใดก็ตาม  แต่ความเชื่อนี้ก็ยังคงอยู่และยังคงได้รับการบอกเล่าสืบต่อกันมาเรื่อย ๆ 

    เราเป็นคนต่างจังหวัดและได้มาสร้างครอบครัวอยู่ในภาคอีสาน และได้ยินเรื่องเล่าเกี่ยวกับวิญญาณผีปอบ และในหมู่บ้านที่เราอาศัยอยู่นั้น ก็มีคนที่มีเรียนไสยศาสตร์ คาถาอาคม หรือทำเสน่ห์ให้คนรักคนหลง บางคนก็เลี้ยงวิญญาณปอบเอาไว้ ถ้ารักษาตามคำครูอาจารย์ไว้ไม่ได้  วิญญาณนั้นก็จะเข้าตัวผู้ที่เรียนวิชา ทำให้เขากลายเป็นปอบ  แล้ววิญญาณก็จะบังคับให้คนทำอย่างที่วิญญาณนั้นต้องการ โดยคนที่มีวิญญาณเหล่านี้อยู่ด้วย ก็จะมีการสร้างเพิงเล็ก ๆ ไว้เพื่อให้วิญญาณเหล่านี้ได้พักอาศัยและก็มักจะมีของเซ่นไหว้อยู่เสมอ

    ในวันหนึ่งในฤดูหนาว เราได้ยินเสียงกลองและเสียงแคนเป็นจังหวะสนุก ๆ ลอยตามลมมา  คนที่บ้านบอกว่า เขากำลังเล่นแถนกัน  อยากไปดูไหมล่ะ  (แถน ก็คือดวงวิญญาณ) แต่ว่า..ต้องแขวนพระไปด้วยนะ เพราะไม่รู้ว่าดวงชะตาเรากับแถนในงานจะมีคลื่นตรงกันไหม  กันไว้ดีกว่า

    เราคนวันเสาร์อยู่แล้ว  เรื่องแบบนี้มีหรือจะพลาด  เราก็ได้ไปดูเขาเล่นแถนกันที่ในหมู่บ้าน  พอไปถึงในงาน ก็พบผู้หญิง  ผู้ชายหลายคน กำลังฟ้อนรำกันตามจังหวะกลองอย่างสนุกสนาน ซึ่งเครื่องดนตรีที่ใช้ก็มีแค่ แคน และกลองเท่านั้น โดยเจ้าภาพก็จะจ้างหมอแคนมาเป่าแคนให้ร่างทรงของแถนเหล่านั้นฟ้อนรำตั้งแต่หัวค่ำไปจนถึงเช้าวันใหม่ 

    บริเวณที่จัดพิธี ก็จะมีเครื่องบูชาแถน  มีพวงมาลัยดอกไม้ตกแต่งอย่างสวยงาม มีคนไปร่วมชมเยอะทีเดียว ก็คงเป็นคนที่อยากรู้อยากเห็นเหมือนเรานั่นแหละ เพราะกิจกรรมนี้ไม่ได้มีให้เห็นบ่อย ๆ เพราะในการจัดงานแต่ละครั้ง เจ้าภาพก็ต้องลงทุนไปพอสมควร ทั้งต้องจ้างหมอแคน  ต้องจัดเตรียมสถานที่  อาหารเลี้ยงร่างทรงแถนที่มาร่วมงาน

    สักพักหนึ่ง ก็มีร่างทรงแถนมาเพิ่ม เขาก็มานั่งพนมมือแล้วคนที่อยู่ก่อนหน้านั้นก็มาร่ายคาถาอันเชิญดวงวิญญาณเข้าสิงในตัวของคนที่มาใหม่  นั่งต่อไปสักพัก  คนที่มาใหม่ก็เริ่มตัวสั่น และสั่นรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ รอจนกระทั่งมีวิญญาณเข้ามาสิงในตัวเขาแล้ว  ทุกคนที่อยู่รอบข้างก็ถามข้อมูลเบื้องต้นของดวงวิญญาณนั้น แล้วจึงชวนกันออกไปฟ้อนรำอย่างมีความสุข ท่ามกลางเสียงเชียร์ของผู้ชมที่อยู่รอบ ๆ เป็นบรรยากาศที่คึกคักพอสมควร

    ในตอนนั้น เรารู้สึกแอบกลัวอยู่ เพราะไม่เคยเห็นมาก่อน แต่ความแปลกมันอยู่ตรงที่เราเห็นยายคนหนึ่ง ซึ่งปกติแกเดินหลังค่อมและต้องใช้ไม้เท้าช่วยพยุงตัวเวลาเดินตลอด  แต่หลังจากที่เชิญวิญญาณเข้าในร่างแล้ว  ยายแกสามารถเดินหลังตรงและไปฟ้อนรำกับเพื่อน ๆ อย่างมีความสุข  และพออันเชิญแถนออกจากร่างของยายคนนั้นแล้ว  แกก็กลับมาเดินหลังค่อมเหมือนเดิม  เราก็ทึ่งมาก คิดเลยว่า "สิ่งที่ไม่เห็น ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มี"

    กิจกรรมรำของบรรดาแถนก็ดำเนินไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งเช้าวันใหม่  พวกเขาก็พากันไปเล่นน้ำที่อ่างเก็บน้ำในหมู่บ้าน  จากนั้นก็อันเชิญดวงวิญญาณเหล่านั้นกลับไปที่เดิมของเขา แล้วกิจกรรมก็จบลงอย่างสมบูรณ์

    เรายังมีอีกเรื่องหนึ่งที่เราเจอมากับตัวเองเลย  ช่วงที่เราตั้งท้องลูกคนแรกจนกระทั่งวันที่ใกล้จะคลอด  ในวันนั้นเราก็ไปทำงานตามปกติ  กลับมาถึงบ้าน ย่าเล่าให้ฟังว่า มียายแก่คนหนึ่งเขาแวะมาทักทาย  มาคุยเล่นอยู่ตลอดช่วงบ่ายเลย ทั้ง ๆ ที่ยายคนนี้ไม่เคยเข้ามาบ้านเราเลย แล้วเราก็ไม่ได้รู้จักกับแกด้วย  

    ในตอนนั้นเราก็ไม่ได้คิดอะไร  แต่พอช่วงประมาณ สามทุ่มเท่านั้นแหละ เราก็ลงไปปิดรั้วบ้าน แล้วขึ้นมาบนบ้าน  เท่านั้นแหละ  น้องหมาที่เลี้ยงไว้ก็จ้องไปที่ถนนหน้าบ้านแล้วก็เห่าเสียงดังมาก เหมือนกับว่ามีอะไรอยู่ตรงหน้าบ้าน  แล้วน้องก็เห่านานมาก  นานจนเราทนไม่ไหว  เราก็ไปดูที่หน้าต่าง ก็มองไม่เห็นอะไรเลย  แต่น้องหมาก็ยังไม่หยุดเห่า  คนในบ้านก็เลยคุยกันว่า น่าจะเป็นผีปอบมาตามกลิ่นเลือด เพราะว่าวันพรุ่งนี้จะครบกำหนดคลอดแล้ว  ตอนบ่ายก็คงจะมาดูลาดเลาเอาไว้ก่อน

    โชคดีที่ภูมิบ้านเราแข็ง สิ่งชั่วร้ายต่าง ๆ ก็เลยเข้ามาทำร้ายคนในบ้านไม่ได้ ทำให้เราเดินทางไปคลอดในเมืองได้อย่างปลอดภัย  

    หลังจากนั้นเรากลับมาบ้านพร้อมลูกน้อย ตั้งแต่วันนั้น ก็ยังไม่เคยเห็นยายคนนั้นแกมาที่บ้านเราอีกเลย  

    นี่แหละเป็นประสบการณ์ที่เราประสบด้วยตัวเอง แม้ว่าจะมองไม่เห็น แต่ก็ระวังไว้ก็ดี เพราะสิ่งเหล่านี้สามารถสืบทอดกันได้ตามสายเลือด ลูกหลาน ถ้าคนที่จิตใจไม่เข้มแข็ง ก็อาจจะถูกสิ่งเหล่านี้ครอบงำได้

    หมั่นสวดมนต์ภาวนา  บุญกุศลจะได้คุ้มครองเราให้รอดพ้นจากภัยอันตรายที่เรามองไม่เห็นนะทุกคน    

    "ไม่เชื่อ  แต่อย่าลบหลู่"



วันอาทิตย์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

ณ หาดทรายชายทะเลแห่งหนึ่ง (ชิต บุรทัต)

     วันนี้ไปค้นหนังสือเก่า ๆ ก็ไปเจอหนังสือเรียนภาษาไทย ม.๓  ที่เราเคยเรียนสมัยก่อน  แล้วเราชอบเรื่องนี้มาก ๆ เลย    "ณ หาดทรายชายทะเลแห่งหนึ่ง"  ผลงานของ นายชิต  บุรทัต    ซึ่งแต่งโดยใช้คำประพันธ์ประเภท อินทรวิเชียรฉันท์ ๑๑  ซึ่งฉันท์ชนิดนี้คล้ายกับกาพย์ยานี ๑๑  ต่างกันที่ อินทรวิเชียรฉันท์ ๑๑  มีบังคับ ครุ  ลหุ  เท่านั้น    ส่วนจำนวนคำในแต่ละวรรค จะมีเท่ากันกับกาพย์ยานี ๑๑ คือ วรรคหน้ามี ๕ คำ และวรรคหลัง มี ๖  คำ  

       บางคนอาจจะสงสัยว่า  ครุ  ลหุ  เป็นอย่างไร  มาดูกันค่ะ

       คำประพันธ์ประเภทฉันท์ทุกชนิด จะมีการบังคับคำ ครุ  และ  ลหุ  ซึ่งเป็นคำที่บอกลักษณะของเสียงคำหรือพยางค์  มีส่วนสำคัญมาก สำหรับการแต่งคำประพันธ์ประเภทฉันท์

       คำครุ  (คำ คะ-รุ) คือ  พยางค์ที่ออกเสียงหนัก   มีวิธีการสังเกต ดังนี้

            ๑. เป็นพยางค์ที่มีมาตราตัวสะกดในทุกมาตรา  (มาตราแม่  กก   กบ   กด   กน    กม   เกย   เกอว   และ แม่กง)

            ๒. เป็นพยางค์ที่ประสมด้วยสระเสียงยาวเท่านั้น  ไม่มีตัวสะกดก็ได้  เช่น  นาที   เวลา

            ๓. เป็นพยางค์ที่ประสมด้วย  อำ   ไอ   ใอ   เอา   เพราะสระเหล่านี้ออกเสียงเหมือนมีตัวสะกด คือ   อำ   (ออกเสียงเหมือนมี  ม  สะกด)      ไอ   ใอ   (ออกเสียงเหมือนมี  ย   สะกด)      เอา  (ออกเสียงเหมือนมี  ว   สะกด)  จึงนับเป็นคำครุเช่นกัน

        คำลหุ  (คำ ละ-หุ) คือ พยางค์ที่ออกเสียงเบา   มีวิธีการสังเกต  ดังนี้

            ๑. เป็นพยางค์ที่ไม่มีเสียงพยัญชนะสะกด

            ๒. เป็นพยางค์ที่ประสมด้วยสระเสียงสั้นเท่านั้น  เช่น  และ   ประ   ติ    ผิ  ศศิ

            ๓. เป็น พยัญชนะตัวเดียว  เช่น   บ   บ่    ก็    ณ    ธ   เพราะเป็นพยางค์ที่ออกเสียงสั้น และไม่มีเสียงพยัญชนะสะกด

    

            สำหรับเนื้อเรื่อง  กวีได้พรรณนาธรรมชาติชายทะเลยามเย็น และแสดงรายละเอียดของสิ่งต่าง ๆ เช่น ท้องฟ้า  แมกไม้   นก   พื้นน้ำ  คลื่นลม  ฯลฯ  ด้วยถ้อยคำที่ไพเราะ  ชวนให้ผู้อ่านเกิดจินตนาการตามไปด้วย  

            นอกจากนี้กวียังได้ฝากให้ชาวไทยได้ร่วมกันดูแลทะเลอันเป็นทรัพยากรที่มีค่ายิ่งของเมืองไทยเพราะเป็นแหล่งเลี้ยงชีวิตคนไทยและผู้ประกอบอาชีพต่าง ๆ สมควรที่ชาวไทยจะพิทักษ์รักษาไว้ชั่วนิรันดร์

          มาลองอ่านกันนะคะ


ณ  หาดทรายชายทะเลแห่งหนึ่ง

ผู้แต่ง  :  นายชิต    บุรทัต

ลักษณะคำประพันธ์ :  อินทรวิเชียรฉันท์ ๑๑


            สายัณห์ตะวันยาม                   ขณะข้ามทิฆัมพร

เข้าภาคนภาตอน                                ทิศะตกก็รำไร

            รอนรอนและอ่อนแสง             นภะแดงสิแปลงไป

เป็นครามอร่ามใส                               สุภะสดพิสุทธ์สี

            เรื่อเรื่อ ณ เมื่อรัต-                   ติจะผลัดก็พลันมี

มืดมามิช้าที                                        ศศิธรจะจรแทน

            ริวริวระริ้วเรื่อย                        ระยะเฉื่อยฉะฉิวแสน

เย็นกายสบายแดน                             มนะด้วยระรวยลม

            ริกริกกระดิกทุก                      ทุมะรุกข์ระเริงรมย์

ใบก้านตระการชม                               พิศะช่อลออครัน

            ไรไรไสวร่อน                          จระว่อนวิหคพรรณ

เหนือพฤกษะไพรผัน                          มุขะเพื่อจะเมือรัง

            ครืนครืนคะครื้นครั่น                ชละลั่นสนั่นดัง

โดยทางทะเลฟัง                                 สรคลื่นคะเครงโครม

            ลิ่วลิ่วละลอกปราด                   ประทะหาดและสาดโซม    (ปะทะ เข้าใจว่ากวีต้องการเล่นเสียง ปร)

ซัดทอยทยอยโถม                               ทะลุฝั่งกระทั่งถึง

            แท้ธรรมชาติงาม                      พิศยามจะย่ำพึง

เพ่งภาพผิคำนึง                                    ละก็น่านิยมตาม

            ตูยืน  ณ  พื้นทราย                    เฉพาะชายทะเลงาม

ชมเพลินก็พลันความ                            ตริตระหนักประจักษ์มา

            เมื่อมองกะคลองเนตร               พิเคราะห์เขตอาณา

ของไทยสิไพศา-                                   ลยะรอบประกอบชล

            โน่นโน่นแน่ะยาวกว้าง               ณ  ระหว่างทะเลวน

น้ำเชี่ยวและเขียวกล                              กะจะดำแสดงสี

            นั่นนั่นแน่ะบอกบ่ง                      โป๊ะประมงประมาณมี

ดื่นดา  ณ  อาชี-                                      วะเพราะปลาแหละอาจิณ

            เรือใบคระไลคล่อง                      ละเลาะล่องชะลอสินธุ์

ไปมาและหากิน                                      กิจะเกี่ยวกะมัจฉา

            ใครใครผิไม่นึก                           คติลึกละเอียดมา

พบเข้าก็เปล่าตา                                    จะมิติดมิผิดผัน

            เห็นภาพทะเลแผน                     ดุจะแผ่นอุทกอัน

ปราศฝั่ง บ ใฝ่ฝัน                                    บ พิจารณาไกล

            เห็นภาพพณิชย์กรรม                  กลธรรมดาไป

ตามถิ่นและทางใคร                                จะถนัดสมรรถทำ

            หากใช้พินิจชอบ                         วิเคราะห์รอบจะครอบงำ

นึกถึงประเทศนำ                                     นยะแน่ว ณ  แนวหมาย

            โลกเราสิเข้ายุท-                         ธะมิหยุดมิหย่อนวาย

บุคคลและแคว้นหลาย                             ตะละล้วนจะป่วนหัน

            หาที่กระทำกิน                             และถวิลจะแย่งกัน

ทุกยุคและทุกวัน                                     ผิวิจารณ์จะตื่นตน

            ว่าอ้าผไทแผ่น                             ภพะแดนอุทกชล

ทั้งใหญ่และกว้างยล                                เฉพาะเนตรถนัดเห็น

            ของไทยนะ- ของไทย                  และก็ไทยยนะ-ไทยเป็น

เจ้าของและบำเพ็ญ                                  จะพิทักษ์จะรักษา

            ในถิ่นอุทกนั้น                                สิอนันตบรรดา

สินธนจะคณนา                                         บ มิสุดอนุสสรณ์

            แผ่นน้ำ ณ เบื้องหน้า                    อุปมากะอากร

เกิดเทิดสถาวร                                         ชิวะเรานิรันดร์แล

                        *************************