วันอาทิตย์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

ณ หาดทรายชายทะเลแห่งหนึ่ง (ชิต บุรทัต)

     วันนี้ไปค้นหนังสือเก่า ๆ ก็ไปเจอหนังสือเรียนภาษาไทย ม.๓  ที่เราเคยเรียนสมัยก่อน  แล้วเราชอบเรื่องนี้มาก ๆ เลย    "ณ หาดทรายชายทะเลแห่งหนึ่ง"  ผลงานของ นายชิต  บุรทัต    ซึ่งแต่งโดยใช้คำประพันธ์ประเภท อินทรวิเชียรฉันท์ ๑๑  ซึ่งฉันท์ชนิดนี้คล้ายกับกาพย์ยานี ๑๑  ต่างกันที่ อินทรวิเชียรฉันท์ ๑๑  มีบังคับ ครุ  ลหุ  เท่านั้น    ส่วนจำนวนคำในแต่ละวรรค จะมีเท่ากันกับกาพย์ยานี ๑๑ คือ วรรคหน้ามี ๕ คำ และวรรคหลัง มี ๖  คำ  

       บางคนอาจจะสงสัยว่า  ครุ  ลหุ  เป็นอย่างไร  มาดูกันค่ะ

       คำประพันธ์ประเภทฉันท์ทุกชนิด จะมีการบังคับคำ ครุ  และ  ลหุ  ซึ่งเป็นคำที่บอกลักษณะของเสียงคำหรือพยางค์  มีส่วนสำคัญมาก สำหรับการแต่งคำประพันธ์ประเภทฉันท์

       คำครุ  (คำ คะ-รุ) คือ  พยางค์ที่ออกเสียงหนัก   มีวิธีการสังเกต ดังนี้

            ๑. เป็นพยางค์ที่มีมาตราตัวสะกดในทุกมาตรา  (มาตราแม่  กก   กบ   กด   กน    กม   เกย   เกอว   และ แม่กง)

            ๒. เป็นพยางค์ที่ประสมด้วยสระเสียงยาวเท่านั้น  ไม่มีตัวสะกดก็ได้  เช่น  นาที   เวลา

            ๓. เป็นพยางค์ที่ประสมด้วย  อำ   ไอ   ใอ   เอา   เพราะสระเหล่านี้ออกเสียงเหมือนมีตัวสะกด คือ   อำ   (ออกเสียงเหมือนมี  ม  สะกด)      ไอ   ใอ   (ออกเสียงเหมือนมี  ย   สะกด)      เอา  (ออกเสียงเหมือนมี  ว   สะกด)  จึงนับเป็นคำครุเช่นกัน

        คำลหุ  (คำ ละ-หุ) คือ พยางค์ที่ออกเสียงเบา   มีวิธีการสังเกต  ดังนี้

            ๑. เป็นพยางค์ที่ไม่มีเสียงพยัญชนะสะกด

            ๒. เป็นพยางค์ที่ประสมด้วยสระเสียงสั้นเท่านั้น  เช่น  และ   ประ   ติ    ผิ  ศศิ

            ๓. เป็น พยัญชนะตัวเดียว  เช่น   บ   บ่    ก็    ณ    ธ   เพราะเป็นพยางค์ที่ออกเสียงสั้น และไม่มีเสียงพยัญชนะสะกด

    

            สำหรับเนื้อเรื่อง  กวีได้พรรณนาธรรมชาติชายทะเลยามเย็น และแสดงรายละเอียดของสิ่งต่าง ๆ เช่น ท้องฟ้า  แมกไม้   นก   พื้นน้ำ  คลื่นลม  ฯลฯ  ด้วยถ้อยคำที่ไพเราะ  ชวนให้ผู้อ่านเกิดจินตนาการตามไปด้วย  

            นอกจากนี้กวียังได้ฝากให้ชาวไทยได้ร่วมกันดูแลทะเลอันเป็นทรัพยากรที่มีค่ายิ่งของเมืองไทยเพราะเป็นแหล่งเลี้ยงชีวิตคนไทยและผู้ประกอบอาชีพต่าง ๆ สมควรที่ชาวไทยจะพิทักษ์รักษาไว้ชั่วนิรันดร์

          มาลองอ่านกันนะคะ


ณ  หาดทรายชายทะเลแห่งหนึ่ง

ผู้แต่ง  :  นายชิต    บุรทัต

ลักษณะคำประพันธ์ :  อินทรวิเชียรฉันท์ ๑๑


            สายัณห์ตะวันยาม                   ขณะข้ามทิฆัมพร

เข้าภาคนภาตอน                                ทิศะตกก็รำไร

            รอนรอนและอ่อนแสง             นภะแดงสิแปลงไป

เป็นครามอร่ามใส                               สุภะสดพิสุทธ์สี

            เรื่อเรื่อ ณ เมื่อรัต-                   ติจะผลัดก็พลันมี

มืดมามิช้าที                                        ศศิธรจะจรแทน

            ริวริวระริ้วเรื่อย                        ระยะเฉื่อยฉะฉิวแสน

เย็นกายสบายแดน                             มนะด้วยระรวยลม

            ริกริกกระดิกทุก                      ทุมะรุกข์ระเริงรมย์

ใบก้านตระการชม                               พิศะช่อลออครัน

            ไรไรไสวร่อน                          จระว่อนวิหคพรรณ

เหนือพฤกษะไพรผัน                          มุขะเพื่อจะเมือรัง

            ครืนครืนคะครื้นครั่น                ชละลั่นสนั่นดัง

โดยทางทะเลฟัง                                 สรคลื่นคะเครงโครม

            ลิ่วลิ่วละลอกปราด                   ประทะหาดและสาดโซม    (ปะทะ เข้าใจว่ากวีต้องการเล่นเสียง ปร)

ซัดทอยทยอยโถม                               ทะลุฝั่งกระทั่งถึง

            แท้ธรรมชาติงาม                      พิศยามจะย่ำพึง

เพ่งภาพผิคำนึง                                    ละก็น่านิยมตาม

            ตูยืน  ณ  พื้นทราย                    เฉพาะชายทะเลงาม

ชมเพลินก็พลันความ                            ตริตระหนักประจักษ์มา

            เมื่อมองกะคลองเนตร               พิเคราะห์เขตอาณา

ของไทยสิไพศา-                                   ลยะรอบประกอบชล

            โน่นโน่นแน่ะยาวกว้าง               ณ  ระหว่างทะเลวน

น้ำเชี่ยวและเขียวกล                              กะจะดำแสดงสี

            นั่นนั่นแน่ะบอกบ่ง                      โป๊ะประมงประมาณมี

ดื่นดา  ณ  อาชี-                                      วะเพราะปลาแหละอาจิณ

            เรือใบคระไลคล่อง                      ละเลาะล่องชะลอสินธุ์

ไปมาและหากิน                                      กิจะเกี่ยวกะมัจฉา

            ใครใครผิไม่นึก                           คติลึกละเอียดมา

พบเข้าก็เปล่าตา                                    จะมิติดมิผิดผัน

            เห็นภาพทะเลแผน                     ดุจะแผ่นอุทกอัน

ปราศฝั่ง บ ใฝ่ฝัน                                    บ พิจารณาไกล

            เห็นภาพพณิชย์กรรม                  กลธรรมดาไป

ตามถิ่นและทางใคร                                จะถนัดสมรรถทำ

            หากใช้พินิจชอบ                         วิเคราะห์รอบจะครอบงำ

นึกถึงประเทศนำ                                     นยะแน่ว ณ  แนวหมาย

            โลกเราสิเข้ายุท-                         ธะมิหยุดมิหย่อนวาย

บุคคลและแคว้นหลาย                             ตะละล้วนจะป่วนหัน

            หาที่กระทำกิน                             และถวิลจะแย่งกัน

ทุกยุคและทุกวัน                                     ผิวิจารณ์จะตื่นตน

            ว่าอ้าผไทแผ่น                             ภพะแดนอุทกชล

ทั้งใหญ่และกว้างยล                                เฉพาะเนตรถนัดเห็น

            ของไทยนะ- ของไทย                  และก็ไทยยนะ-ไทยเป็น

เจ้าของและบำเพ็ญ                                  จะพิทักษ์จะรักษา

            ในถิ่นอุทกนั้น                                สิอนันตบรรดา

สินธนจะคณนา                                         บ มิสุดอนุสสรณ์

            แผ่นน้ำ ณ เบื้องหน้า                    อุปมากะอากร

เกิดเทิดสถาวร                                         ชิวะเรานิรันดร์แล

                        *************************



               


วันเสาร์ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

ข้อสอบ คำทับศัพท์ และ คำศัพท์บัญญัติ

        หากกล่าวถึง เรื่อง คำทับศัพท์  หลาย ๆ คนก็มักจะเห็น คำศัพท์บัญญัติ พ่วงมาด้วย   ดังนั้น วันนี้เรามาทำความรู้จักกับ สองคำนี้ ตามสไตล์ครูมยุรา เลยค่ะ

    คำทับศัพท์ คือ คำที่มีการถอดเสียงจากภาษาต่างประเทศมาเป็นตัวอักษรของไทย เพื่อให้อ่านออกเสียงให้ใกล้เคียงกับคำศัพท์เดิมมากที่สุด 

   เช่น  cake   เขียนว่า  เค้ก                      football     เขียนว่า   ฟุตบอล

   からおけ  [kara oke])   เขียนว่า  คาราโอเกะ    

    คำศัพท์บัญญัติ  คือ คำที่กำหนดขึ้นใช้แทนศัพท์ภาษาอังกฤษ เพื่อให้คนทั่วประเทศใช้เป็นมาตรฐานเดียวกัน  อาจใช้คำยืมจากภาษาบาลี  สันสกฤต ก็ได้ 

    คำศัพท์บัญญัติ อาจนำมาจากความหมายของคำศัพท์นั้น ๆ หรือ อาจสร้างขึ้นใหม่ก็ได้

 เช่น   สัมมนา   มาจากคำภาษาบาลี สมาสกัน คือ สํ (รวม) + มนา (ใจ)  = รวมใจ                       มาจากคำภาษาอังกฤษว่า seminar

เช่น สุขภาพ  เป็นศัพท์บัญญัติของคำว่า health

       ตลาดมืด  เป็นศัพท์บัญญัติของคำว่า  black   market

............................................................

        เราทราบหลักการสังเกตความแตกต่างของคำทับศัพท์ กับ คำศัพท์บัญญัติกันแล้ว มาลองทำข้อสอบที่รวบรวมมาจากข้อสอบโอเน็ตกันเลยนะคะ

ข้อสอบ คำทับศัพท์

๑.ข้อใดไม่จำเป็นต้องใช้คำทับศัพท์ (๙๑๒๕๖๐)

    ๑.คุณหมอให้กินแอสไพรินแก้ไข้

    ๒.เขาชอบสตรอเบอร์รีชีสเค้กมาก

    ๓.พืชใช้คลอโรฟิลล์ในการสังเคราะห์แสง

    ๔.ปัจจุบันนี้คนมีไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกันมากขึ้น


๒..ข้อใดจำเป็นต้องใช้คำทับศัพท์  (๙๑๒๕๖๓)

    ๑.ไฮโซหนุ่มมีปัญหาเรื่องชู้สาวและทำร้ายดาราสาวคนสนิท

    ๒.นักวิทยาศาสตร์ค้นพบฟอสซิลยุคจูแรสซิกอายุหลายล้านปี

    ๓.นักท่องเที่ยวควรมีลิสต์รายการของใช้จำเป็นและแพลนการเดินทาง

    ๔.การระบาดของโรคปอดอักเสบทำให้งานปาร์ตี้หลายงานต้องยกเลิก

 

๓.ข้อใดจำเป็นต้องใช้คำทับศัพท์ (๙๑๒๕๖๒)

    ๑.กระแสเกมออนไลน์กำลังมาแรงและทำเงินได้มหาศาล

    ๒.การนำเสนอข้อมูลในสื่อต่าง ๆ ผู้ใช้สื่อจำเป็นต้องชัวร์ก่อนแชร์         

    ๓.พิธีกรรายการทีวีถูกปลดจากรายการเนื่องจากพูดจาไม่เหมาะสม

    ๔.เมื่อเราเดินทางไปต่างประเทศ จำเป็นต้องใช้พาสปอร์ตเพื่อแสดงตน

 

๔.ข้อความ ๒ ข้อใดไม่จำเป็นต้องใช้คำทับศัพท์  (๙๑๒๕๖๑)

    ๑.เทคโนโลยีสารสนเทศมีบทบาทสำคัญต่อชีวิต

    ๒.ธุรกิจเพื่อสุขภาพเป็นเทรนด์ที่กำลังมาแรงในปีนี้

    ๓.อินเทอร์เน็ตเป็นแหล่งรวบรวมความรู้ที่ใหญ่ที่สุด

    ๔.ลูกค้าส่วนใหญ่นิยมซื้อเสื้อผ้าที่มีสไตล์สวยหรูทันสมัย

    ๕.การเก็บข้อมูลในรูปแบบดิจิทัลช่วยให้ประหยัดพื้นที่ได้


เรื่อง ศัพท์บัญญัติ

๑.ข้อใดมีศัพท์บัญญัติ (๙๑๒๕๖๒)

    ๑.นักเรียนในแถบเอเชียมีความเครียดจากการสอบแข่งขันมาก

    ๒.ข้อมูลสารสนเทศในยุคปัจจุบันช่วยให้ชีวิตของเราสะดวกสบาย

    ๓.ผู้ที่ต้องการจะไปเรียนต่อต่างประเทศต้องใช้ผลการสอบโทเฟล

    ๔.นักการเมืองมีแฟนคลับคอยให้กำลังใจไม่ต่างกับนักร้องนักแสดง

 

๒.ข้อความ ๒ ข้อใดมีทั้งคำทับศัพท์และคำศัพท์บัญญัติ  (๙๑๒๕๖๑)

    ๑.ตรีโกณมิติเป็นสาขาหนึ่งของวิชาคณิตศาสตร์

    ๒.ขยะพลาสติกมีส่วนทำลายสมดุลของระบบนิเวศ

    ๓.ตำรวจบุกค้นคลินิกศัลยกรรมความงามแห่งหนึ่ง

    ๔.กระทรวงศึกษาธิการจัดอภิปรายเรื่องปัญหาวัยรุ่น

    ๕.ครูทำวีดิทัศน์ประกอบการสอนวิชาประวัติศาสตร์

 

เฉลย  ข้อสอบเรื่อง คำทับศัพท์

๑.ข้อใดไม่จำเป็นต้องใช้คำทับศัพท์ (๙๑๒๕๖๐)

ตอบข้อ ๔  ปัจจุบันนี้คนมีไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกันมากขึ้น

        คำว่า ไลฟ์สไตล์ สามารถใช้คำว่า รูปแบบการใช้ชีวิต  ส่วนข้ออื่น ๆ ไม่มีคำศัพท์บัญญัติใช้ จึงจำเป็นต้องใช้คำทับศัพท์


        ส่วนข้อ ๑  คุณหมอให้กินแอสไพรินแก้ไข้   คำว่า "แอสไพริน" ยังไม่มีศัพท์บัญญัติใช้

              ข้อ ๒.เขาชอบสตรอเบอร์รีชีสเค้กมาก   คำว่า "สตรอเบอร์รีชีสเค้ก" ยังไม่มีศัพท์บัญญัติใช้

              ข้อ ๓.พืชใช้คลอโรฟิลล์ในการสังเคราะห์แสง  คำว่า "คลอโรฟิลล์" ยังไม่มีศัพท์บัญญัติใช้


๒..ข้อใดจำเป็นต้องใช้คำทับศัพท์  (๙๑๒๕๖๓)

ตอบข้อ ๒   นักวิทยาศาสตร์ค้นพบฟอสซิลยุคจูแรสซิกอายุหลายล้านปี

        เพราะคำว่า จูแรสซิก  เป็นชื่อเรียกยุคหนึ่งทางธรณีของโลก  ยังไม่มีคำศัพท์บัญญัติใช้                        ส่วนคำว่า "ฟอสซิล"   มีศัพท์บัญญัติ คือ ซากดึกดำบรรพ์


    ส่วนข้อ ๑ ไฮโซหนุ่มมีปัญหาเรื่องชู้สาวและทำร้ายดาราสาวคนสนิท

                     คำว่า "ไฮโซ" มีศัพท์บัญญัติ คือ คนชั้นสูง  พวกผู้ดีมีตระกูล  สังคมชั้นสูง      

          ข้อ ๓.นักท่องเที่ยวควรมีลิสต์รายการของใช้จำเป็นและแพลนการเดินทาง

                     คำว่า "ลิสต์"  มีศัพท์บัญญัติ คือ บัญชี  รายชื่อ  รายการข้อมูล

                    คำว่า "แพลน"  มีศัพท์บัญญัติ  คือ การวางแผน    แผนการ    ออกแบบ

          ข้อ ๔.การระบาดของโรคปอดอักเสบทำให้งานปาร์ตี้หลายงานต้องยกเลิก

                    คำว่า "ปาร์ตี้" มีศัพท์บัญญัติ คือ งานเลี้ยง   งานสังสรรค์


๓.ข้อใดจำเป็นต้องใช้คำทับศัพท์ (๙๑๒๕๖๒)

ตอบข้อ ๑   กระแสเกมออนไลน์กำลังมาแรงและทำเงินได้มหาศาล

     เพราะคำว่า  "เกม" หมายถึง การแข่งขันทีมีกติกากำหนด

                      คำว่า "ออนไลน์"  หมายถึง ติดต่อสื่อสารกับคอมพิวเตอร์โดยตรงและพร้อมใช้งาน


     ส่วนข้อ ๒   การนำเสนอข้อมูลในสื่อต่าง ๆ ผู้ใช้สื่อจำเป็นต้องชัวร์ก่อนแชร์      

                    คำว่า "ชัวร์" มีศัพท์บัญญัติ คือ แน่นอน / แน่ใจ / มั่นใจ

                    คำว่า "แชร์" มีศัพท์บัญญัติ คือ การแบ่งปัน / เล่าสู่กันฟัง

             ข้อ ๓.พิธีกรรายการทีวีถูกปลดจากรายการเนื่องจากพูดจาไม่เหมาะสม

                    คำว่า "ทีวี" มีศัพท์บัญญัติ คือ โทรทัศน์

            ข้อ ๔.เมื่อเราเดินทางไปต่างประเทศ จำเป็นต้องใช้พาสปอร์ตเพื่อแสดงตน

                คำว่า "พาสปอร์ต" มีศัพท์บัญญัติ คือ หนังสือเดินทาง


๔.ข้อความ ๒ ข้อใดไม่จำเป็นต้องใช้คำทับศัพท์  (๙๑๒๕๖๑)

ตอบข้อ ๒  และ ข้อ ๔  ดังนี้

            ข้อ ๒.ธุรกิจเพื่อสุขภาพเป็นเทรนด์ที่กำลังมาแรงในปีนี้

                    คำว่า "เทรนด์"  มีศัพท์บัญญัติ คือ สิ่งที่กำลังเป็นที่นิยม

            ข้อ ๔.ลูกค้าส่วนใหญ่นิยมซื้อเสื้อผ้าที่มีสไตล์สวยหรูทันสมัย

                    คำว่า "สไตล์"  มีศัพท์บัญญัติ คือ รูปแบบ  ลักษณะ


        ส่วนข้อ ๑.เทคโนโลยีสารสนเทศมีบทบาทสำคัญต่อชีวิต

              ข้อ ๓.อินเทอร์เน็ตเป็นแหล่งรวบรวมความรู้ที่ใหญ่ที่สุด

              ข้อ ๕.การเก็บข้อมูลในรูปแบบดิจิทัลช่วยให้ประหยัดพื้นที่ได้

คำว่า "เทคโนโลยี"  "อินเทอร์เน็ต" และ "ดิจิทัล"  ยังจำเป็นต้องใช้คำทับศัพท์


เฉลย  ข้อสอบเรื่อง ศัพท์บัญญัติ

๑.ข้อใดมีศัพท์บัญญัติ (๙๑๒๕๖๒)

ตอบข้อ ๒ ข้อมูลสารสนเทศในยุคปัจจุบันช่วยให้ชีวิตของเราสะดวกสบาย

            คำว่า "สารสนเทศ" เป็นศัพท์บัญญัติของคำว่า " information "


  ส่วนข้อ  ๑.นักเรียนในแถบเอเชียมีความเครียดจากการสอบแข่งขันมาก

         ข้อ ๓.ผู้ที่ต้องการจะไปเรียนต่อต่างประเทศต้องใช้ผลการสอบโทเฟล

         ข้อ ๔.นักการเมืองมีแฟนคลับคอยให้กำลังใจไม่ต่างกับนักร้องนักแสดง

       คำว่า "เอเชีย"  "โทเฟล" และ "แฟนคลับ"  เป็นคำที่ยังต้องใช้คำทับศัพท์


๒.ข้อความ ๒ ข้อใดมีทั้งคำทับศัพท์และคำศัพท์บัญญัติ  (๙๑๒๕๖๑)

ตอบ ข้อ ๒ และ ข้อ ๓  ดังนี้

        ข้อ ๒.ขยะพลาสติกมีส่วนทำลายสมดุลของระบบนิเวศ

  คำว่า "พลาสติก" เป็นคำทับศัพท์   ส่วน "ระบบนิเวศ" เป็นศัพท์บัญญัติของ "ecosystem"

        ข้อ ๓.ตำรวจบุกค้นคลินิกศัลยกรรมความงามแห่งหนึ่ง

  คำว่า "คลินิก" เป็นคำทับศัพท์  ส่วน "ศัลยกรรม" เป็นศัพท์บัญญัติของ "surgery"


    ส่วนข้อ ๑.ตรีโกณมิติเป็นสาขาหนึ่งของวิชาคณิตศาสตร์

                    คำว่า "ตรีโกณมิติ" เป็นศัพท์บัญญัติของ  "trigonometry"

                    คำว่า "คณิตศาสตร์" เป็นศัพท์บัญญัติของ  "mathematics"

          ข้อ ๔.กระทรวงศึกษาธิการจัดอภิปรายเรื่องปัญหาวัยรุ่น

                    คำว่า "กระทรวงศึกษาธิการ"  เป็นศัพท์บัญญัติของ  "Ministry  of Education"

                    คำว่า "อภิปราย"  เป็นศัพท์บัญญัติของ  "debate"

          ข้อ ๕.ครูทำวีดิทัศน์ประกอบการสอนวิชาประวัติศาสตร์

                    คำว่า "วีดิทัศน์"  เป็นศัพท์บัญญัติของ "video"

                    คำว่า "ประวัติศาสตร์"  เป็นศัพท์บัญญัติของ "history"


วันจันทร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2565

สรุปย่อบทละครพูด เรื่อง เห็นแก่ลูก

    บทละครพูดเรื่อง เห็นแก่ลูก 

        เป็นบทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๖)  ซึ่งพระองค์ทรงใช้พระนามแฝงในการพระราชนิพนธ์ คือ พระขรรค์เพชร 

        บทละครพูดเรื่องเห็นแก่ลูก เป็นบทละครพูดขนาดสั้น  มีความยาวเพียงองก์เดียว (ตอนเดียว) และมีฉากเดียว  ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงคิดเค้าโครงเรื่องขึ้นเอง มิได้ทรงแปลหรือดัดแปลงจากบทละครต่างประเทศ

        บทละครพูดเรื่อง เห็นแก่ลูก ได้รับการแปลเป็นภาษาต่างประเทศ  ๑๓ ภาษา ได้แก่ ภาษาเกาหลี   จีน   ญี่ปุ่น   นอร์เวย์   ฝรั่งเศส   มาเลย์    รัสเซีย    สเปน    สิงหล   อังกฤษ    อาหรับ    อินโดนีเซีย    และฮินดี   เนื่องในโอกาสเฉลิมพระเกียรติในวาระฉลองวันพระบรมราชสมภพครบ ๑๐๐  ปี ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวนั่นเอง

       บทละครพูด คือ บทละครที่ใช้สำหรับการแสดงละครที่แสดงโดยให้ตัวละครสนทนาโต้ตอบกันเหมือนในชีวิตจริง  ไม่มีดนตรี  การรำ  หรือการขับร้องประสม  

        บทละครพูด เริ่มมีในประเทศไทยตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) แต่ได้รับความนิยมแพร่หลายในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๖)  เนื่องจากพระองค์โปรดการละครเป็นอย่างยิ่ง

        เรื่องย่อ บทละครพูด เรื่อง เห็นแก่ลูก

        ตัวละครเอกของเรื่อง คือ พระยาภักดีนฤนาถ   นายล้ำ  และแม่ลออ   ส่วนตัวประกอบ คือ อ้ายคำซึ่งเป็นบ่าวของพระยาภักดีนฤนาถ

        ฉากเริ่มต้นที่ห้องหนังสือในบ้านของพระยาภักดีนฤนาถ  จากบทสนทนาทำให้ทราบว่า พระยาภักดีและนายล้ำเคยเป็นเพื่อนกัน  ทั้งสองคนเคยเป็นเพื่อนรักกันมาก่อน  นายล้ำเคยรับราชการจนได้ตำแหน่งทิพเดชะ  แต่เป็นคนที่ดื่มเหล้าจัด   ส่วนพระยาภักดีนฤนาถ มีตำแหน่งเป็นหลวงกำธร   ทั้งสองคนเคยรักผู้หญิงคนเดียวกัน  คือ แม่นวล  

        นายล้ำได้แต่งงานกับแม่นวลและมีบุตรสาวคนหนึ่งชื่อ แม่ลออ  แต่นายล้ำต้องโทษจำคุก  ๑๐ ปี ฐานประพฤติทุจริต    ต่อมาแม่นวลได้ฝากแม่ลออซึ่งมีอายุได้ ๒ ปีไว้กับพระยาภักดีก่อนสิ้นใจเพราะมีชีวิตแต่งงานที่ไม่มีความสุข

        พระยาภักดีนฤนาถจึงได้อุปการะแม่ลออ โดยเลี้ยงดูและรักแม่ลออเหมือนลูกแท้ ๆ ของตน และบอกเธอว่า บิดามารดาที่เสียชีวิตไปแล้วนั้นเป็นคนดี

        เมื่อนายล้ำพ้นโทษ  และได้ออกมาค้าฝิ่นกับพ่อค้าชาวจีนสองคนคือ จีนกิม กับจีนเง็ก แต่ก็ถูกตำรวจจับ แต่เนื่องจากนายล้ำมีทนายคอยช่วยเหลือจึงไม่ได้ถูกจับไปด้วย  เมื่อนายล้ำหมดทางทำมาหากิน และได้ทราบข่าวว่า แม่ลออกำลังจะได้แต่งงานกับนายทองคำ บุตรของเจ้าคุณรณชิตผู้ร่ำรวย  นายล้ำจึงคิดจะมาพึ่งพาลูกสาว

         พระยาภักดีนฤนาถ เมื่อเห็นนายล้ำที่ไม่ได้พบกันมานาน ๑๕ ปี และทราบว่านายล้ำต้องการมาแสดงตัวว่าเป็นพ่อของแม่ลออ ก็รู้สึกไม่พอใจและเกรงว่าบุตรสาวจะต้องอับอายขายหน้าและครอบครัวของฝ่ายชายอาจไม่ยอมรับจึงเสนอเงินให้นายล้ำเพื่อให้กลับไป  

        นายล้ำแสดงความเห็นแก่ตัวโดยจะขอพบแม่ลออ  และเมื่อได้พบกันแล้ว  นายล้ำได้พูดคุยกับแม่ลออและพบว่าเธอชื่นชมบิดาที่แท้จริงว่าเป็นบุรุษผู้แสนดี  น่าเคารพเลื่อมใส โดยดูจากภาพถ่ายของนายล้ำที่อยู่ในห้องแม่นวล โดยไม่รู้ว่านายล้ำเป็นบิดาที่แท้จริงของตน

        จากการพูดคุยกับแม่ลออ  ทำให้ความรู้สึกของนายล้ำเปลี่ยนไป  นายล้ำเกิดความละอายใจและไม่เปิดเผยความจริง   เขาไม่อาจลบภาพพ่อที่แสนดีในใจของแม่ลออได้   ความเห็นแก่ตัวของนายล้ำจึงหมดไปและเปลี่ยนเป็นความรู้สึกที่เห็นแก่ลูกอย่างจริงใจ   เพื่อให้แม่ลออมีชีวิตที่มีความสุขต่อไป  

        ก่อนที่นายล้ำจะจากไปได้ฝากแหวนของแม่นวล วงหนึ่งให้พระยาภักดีนฤนาถมอบให้แก่แม่ลออ  เป็นของรับไหว้ในวันแต่งงานของแม่ลออ 

        พระยาภักดีนฤนาถได้มอบเงินจำนวนสี่ร้อยบาท พร้อมกับรูปถ่ายของแม่ลออ มอบให้นายล้ำและนายล้ำได้ให้คำมั่นสัญญากับพระยาภักดีนฤนาถว่าจะตั้งใจทำงานที่สุจริตอยู่ที่เมืองพิษณุโลกต่อไป...

        ข้อคิดที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน

๑. สถาบันครอบครัวมีความสำคัญต่อโครงสร้างสังคมไทย

๒.คนดีย่อมมีผู้นับถือ

๓.อย่าทำตนให้ตกต่ำเพราะการกระทำของตนเอง

๔.มนุษย์ทุกคน มีความรักลูกเสมอ (แม้ว่าคนที่เห็นแก่ตัวอย่างนายล้ำ สุดท้ายก็แสดงแก่นแท้ของหัวใจที่รักลูก  เห็นแก่ลูก  ยอมเสียสละเพื่อลูก)

๕. หาดกจะเลี้ยงดูผู้ใดก็ควรให้ความรัก  ความเมตตา  ดูแลทะนุถนอมอย่างพระยาภักดีเลี้ยงแม่ลออ

๖. การเลือกประกอบอาชีพที่สุจริต และมีความซื่อส้ตย์ในหน้าที่ของตน  ไม่คดโกง  ไม่โลภ

๗. ไม่ดื่มสุราและไม่ยุ่งเกี่ยวกับสารเสพติดทุกชนิด เพราะสารเสพติดทำลายทั้งสติปัญญาและสุขภาพและอนาคต



    


วันศุกร์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2565

กาพย์ฉบัง ๑๖

    ตัวละครจากวรรณคดีเรื่อง รามเกียรติ์ นั้นมีมากมายและเป็นตัวละครที่มีลักษณะโดดเด่น   วันนี้มาลองเล่นเกมทายชื่อตัวละครจากวรรณคดีเรื่อง รามเกียรติ์กันดีกว่าค่ะ  อาจจะนำไปปรับเป็นเกม ๒๐ คำถาม แล้วกำหนดคะแนนในแต่ละบทก็ได้ค่ะ  

        ปริศนาทายชื่อตัวละครนี้ แต่งด้วยกาพย์ฉบัง ๑๖  ซึ่งกาพย์ฉบัง ๑๖ จำนวน ๑ บท จะมีอยู่ ๓ วรรค  โดย วรรคที่ ๑  มีจำนวน  ๖ คำ   วรรคที่ ๒  มีจำนวน  ๔  คำ  และวรรคที่ ๓  มีจำนวน  ๖ คำ    กาพย์ฉบัง ๑๖ มีสัมผัสบังคับ คือ คำสุดท้ายของวรรคที่ ๑  สัมผัสกับคำสุดท้ายของวรรคที่ ๒   ส่วนคำสุดท้ายของวรรคที่ ๓ จะสัมผัสกับคำสุดท้ายของวรรคที่ ๑ ในบทต่อไป  ซึ่งเราเรียกว่า "สัมผัสระหว่างบท"  นั่นเอง

               เรามาดูผังของกาพย์ฉบัง ๑๖ กันค่ะ



        เรามาทายว่าตัวละครจากเรื่องรามเกียรติ์ เป็นใคร  ซึ่งสามารถนำไปใช้ให้เด็ก ๆ ได้ทายเป็นการนำเข้าสู่บทเรียนก่อนเรียนเรื่อง รามเกียรติ์ได้นะคะ   มาดูกันเลยค่ะ


๑.        ฉันเป็นวานรสีขาว                        เสน่ห์แพรวพราว

    มีฤทธิ์ทุกคนเกรงขาม

            ไมยราพให้ฉันเฝ้ายาม                ในสระบัวงาม

    ด้วยฉันมีฤทธิ์เหลือหลาย

            ไมยราพรักเหมือนบุตรชาย        ไม่คิดทำลาย

    รับฉันเป็นบุตรบุญธรรม

            ฉันมีร่างกายกำยำ                        ทุกคนจดจำ

    เพราะฉันมีหางเหมือนปลา

            หนุมานนั้นคือบิดา                        สุพรรณมัจฉา

    นางเป็นมารดาฉันเอง

            ตัวฉันไม่เคยอวดเบ่ง                    แม้ฉันจะเก่ง

    แต่ก็ไม่รังแกใคร

            ตัวฉันนั้นชื่ออะไร                        ทายถูกกันไหม

    รีบทายกันมาเร็วพลัน


๒.         ฉันเป็นวานรมีฤทธิ์                    บุตรพระอาทิตย์

    กับนางกาลอัจนา

            ตัวฉันมีความหาญกล้า               ฤทธิ์เดชเดชา

    ผิวกายนั้นเป็นสีแดง

            ร่างกายกำยำแข็งแรง                 พลังกล้าแกร่ง

    สติปัญญาเฉียบคม                    

            เหล่าทหารต่างก็นิยม                    พระรามชื่นชม

    ให้ตามไปปราบทศกัณฐ์

            หนุมานเป็นหลานของฉัน                อีกพาลีนั้น

    เขาเป็นพี่ชายฉันเอง

            ช่วยกันตอบมาคนเก่ง                     ทุกคนอย่าเกร็ง           

    ตอบทีว่าฉันคือใคร


๓.         ชาติก่อนคือนางกบน้อย                ตัวกระจ้อยร่อย

    สละชีพเพื่อทำความดี

            สิ้นชีพเพราะพิษนาคี                        แต่เหล่าฤๅษี

    ช่วยชุบชีวีขึ้นมา

            เป็นหญิงสาวสวยโสภา                    ไปเป็นนางฟ้า

    รับใช้อุมาเทวี    

            ทศกัณฐ์ขอเป็นมเหสี                        แต่ถูกพาลี

    ชิงตัวนางไปเชยชม

            พาลีทำไม่เหมาะสม                            ทศกัณฐ์โศกตรม

    พาลีจึงคืนตัวนาง

            ทศกัณฐ์ได้นางเคียงข้าง                    ร่วมกันสรรค์สร้าง

    ครองกรุงลงการ่วมกัน

            ช่วยกันคิดทายเร็วพลัน                       ว่าตัวฉันนั้น

    เป็นใครในรามเกียรติ์


        วันนี้นำตัวอย่างมาเป็นแนวทางในการสร้างสรรค์ผลงานต่อไปค่ะ   ผู้อ่านสามารถนำคำประพันธ์ประเภทอื่น มาแต่งเป็นปริศนาทายชื่อตัวละครในเรื่องต่าง ๆ

        ใครทราบคำตอบแล้ว  ส่งคำตอบมาได้เลยจ้า...

       

                   




วันพฤหัสบดีที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2565

คำนี้...ใช้ได้ไหม ?

              

     เคยไหมคะที่เราเห็นป้ายหรือเห็นข้อความต่าง ๆ แล้ว เรารู้สึกว่า....เอ่อ.!..ทำไมเขียนแบบนี้ล่ะ ?   คือขับรถไปตามทางเรื่อย ๆ แล้วมีรถสิบล้อแซงรถของเราไป แล้วเราก็เห็นป้ายท้ายรถเขียนว่า "รถกรึ่งพ่วง"  เรายิ้มเลยนะ  สงสัยว่าคนทำป้ายน่าจะชอบการออกเสียงควบกล้ำ  ร  

        เราเคยไปที่วัดแห่งหนึ่ง บริเวณวัดร่มรื่นมาก  มีเสียงนกนานาชนิดร้องประสานเสียงกันเพราะมาก  มีนกยูงเผือกอยู่กันเป็นฝูง  ๆ  ส่งเสียงร้องดังก้องไปทั่วบริเวณ กำลังตื่นตาตื่นใจกับฝูงนกยูงที่กำลังรำแพนหางอย่างสวยงาม    อยู่ดี ๆ สายตาเจ้ากรรมก็เหลือบไปเห็นป้ายสีเหลืองขนาดย่อม ๆ ติดอยู่กลางลำต้นของต้นไม้ขนาดใหญ่ ในป้ายเขียนว่า "สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ โปรดให้ความเคารพโดยการแต่งกายสุขภาพ"   อีกล่ะ  เอ้า !  เราก็สงสัยว่า ทำไมไม่มีใครตรวจสอบข้อความบ้างน้อ  หรือว่าจะไม่มีใครสังเกตเห็น    หรือว่า เป็นการผลิตป้ายอย่างเร่งด่วน จึงไม่มีเวลาตรวจสอบความถูกต้องของคำ....                 

                                   

    นอกจากนี้ยังมีป้ายรายการอาหาร  ป้ายบอกทาง  ป้ายเตือน  ป้ายประกาศต่าง ๆ ที่ยังมีการใช้คำที่เขียนผิด แต่ไม่ได้รับการแก้ไข  หลายคนก็อ่านนะ แต่ว่าก็ยิ้ม ๆ เห็นว่าเป็นเรื่องขำ ๆ แต่ในความเป็นจริงแล้ว นั่นคือความผิดพลาดทางการสื่อสาร ซึ่งอาจจะเกิดจากความไม่รู้และไม่ยอมรับว่าตัวเองไม่รู้  หรืออาจเกิดจากความสะเพร่า  ความรีบเร่งของคนเขียนข้อความนั้น  ๆ 

    มีหลายครั้งที่เราท้วงว่า คำนี้เขียนไม่ถูกนะ  แต่ก็มักจะได้ยินคำแก้ตัวว่า  ก็ฉันรีบเขียน ก็เลยเขียนไม่ถูก  เราก็เลยบอกไปว่า ถ้าเราสะกดคำถูก ต่อให้เรารีบเขียนยังไงก็แล้วแต่  เราก็จะยังเขียนคำนั้นถูกต้องเสมอ แม้ว่าลายมือจะไม่สวยก็ตาม....

     เราก็เลยรู้สึกว่า ก่อนที่เราจะเขียนอะไรก็ตาม ควรตรวจสอบให้ดีก่อน เพราะนั่นอาจทำให้คนอ่านเข้าใจว่าเราเป็นคนไทยแต่ทำไมเขียนภาษาไทยไม่ถูก

        การเขียนคำจึงมีความจำเป็นอย่างมาก แม้เราจะบอกว่า เขียนผิดไม่เป็นไร ให้แต่อ่านออกเสียงได้ถูกต้องก็พอ  แต่เราอาจลืมไปว่า หากเราเขียนผิด  เราก็จะอ่านผิดไปด้วย และการสื่อความหมายก็จะผิดตามไปด้วย  นั่นแสดงถึงความบกพร่องในการใช้ภาษาไทยของเรา

        ให้ระวัง คำไหนควรเขียนอย่างไร  คำไหนควรอ่านอย่างไร  โดยเฉพาะคำว่า  คะ  ค่ะ  ซึ่งถือว่าเป็นคำที่คนไทยใช้ผิดกันค่อนข้างมาก โดยเฉพาะเมื่อเขียนคำเหล่านี้ ทั้ง ๆ ที่ถ้าเป็นการพูด หลายคนก็สามารถพูดและออกเสียงวรรณยุกต์ได้ถูกต้อง แต่เมื่อนำคำเหล่านี้มาเขียนก็เขียนไม่ถูกกับสถานการณ์ เช่น  วันนี้เราจะไปไหนกันดีค่ะ     น้อง ๆ ที่น่ารักทุกคนค่ะ  ซึ่งทำให้คนอ่าน อ่านแล้วรู้สึกขัดใจพอสมควร

      อยากให้คนไทยทุกคนใช้ทั้งภาษาพูด และเขียนคำให้ถูกต้อง เพื่อช่วยกันรักษาภาษาไทยให้เป็นเอกลักษณ์ของชาติเราต่อไปค่ะ....






     

  

   

วันจันทร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2565

ข้อสอบการโน้มน้าวใจ

     เคยไหมที่เมื่อมีคนมาพูดอะไรกับเราแล้วทำให้เราคล้อยตามเขา เห็นด้วยกับคำพูดหรือข้อความนั้น และเชื่อในสิ่งที่เราได้ฟังนั้นอย่างสนิทใจ

    ถ้าเราเคยมีอาการเหล่านั้น แสดงว่าเรากำลังถูกคนอื่นใช้เทคนิคการโน้มน้าวใจนั่นเอง

  การโน้มน้าวใจ   คือ การพยายามเปลี่ยนแปลงความเชื่อ  ทัศนคติ  การกระทำของบุคคลอื่นด้วยกลวิธีที่เหมาะสม ให้มีผลกระทบต่อใจของผู้นั้น จนเกิดการยอมรรับและเปลี่ยนตามที่ผู้โน้มน้าวใจต้องการ

    ผู้ที่ต้องการโน้มน้าวใจ สามารถใช้กลวิธีการโน้มน้าวใจ ดังนี้

    ๑.การสร้างศรัทธาหรือความน่าเชื่อถือ ว่า มีความรู้จริง / มีคุณธรรม / มีความจริงใจ ซึ่งจะสร้างความน่าเชื่อถือได้ง่ายมาก

    ๒.การใช้เหตุผลที่มีความสมเหตุสมผล  มีเหตุผลหนักแน่น  ทำให้ผู้ถูกโน้มน้าวใจคล้อยตามได้ง่าย

    ๓.การสร้างอารมณ์ความรู้สึกร่วมว่าเป็นพวกเดียวกัน กลุ่มเดียวกัน ย่อมทำให้คล้อยตามได้ง่าย

    ๔.การให้ทางเลือกทั้งด้านดีและด้านเสีย เพื่อให้ผู้ถูกโน้มน้าวใจภูมิใจว่าตนได้เลือกเอง ไม่ใช่การบีบบังคับ

    ๕.การสร้างความหรรษา  สร้างอารมณ์ขันเพื่อให้ผู้ถูกโน้มน้าวใจรู้สึกผ่อนคลายและพร้อมที่จะคล้อยตามในที่สุด

    ๖.การเร้าให้เกิดอารมณ์อย่างแรงกล้า วิธีนี้จะใช้ได้ดีในกรณีที่ไม่อาจจะใช้เหตุผลได้

    การโน้มน้าวใจ อาจมาในรูปแบบของ คำเชิญชวน หรือคำโฆษณาสินค้าหรือบริการ การโฆษณาชวนเชื่อก็ได้

    เมื่อทราบลักษณะของข้อความที่โน้มน้าวใจแล้ว ก็มาลองทำแบบทดสอบกันเลย

๑.สำนวนข้อใดไม่ใช่การพูดโน้มน้าวใจโดยใช้ภาษาเชิงเสนอแนะ

    ๑.เมื่อน้อยให้เรียนวิชา  ให้หาสินเมื่อใหญ่

    ๒.คบคนให้ดูหน้า  ซื้อผ้าให้ดูเนื้อ

    ๓.ที่ทับจงมีไฟ  ที่ไปจงมีเพื่อน

    ๔.รำไม่ดี  โทษปี่โทษกลอง

๒. การโน้มน้าวใจในข้อใดไม่มีการแสดงเหตุผล

    ๑.บุฟเฟ่ต์ข้าวแกงอร่อยที่สุดในย่านนี้

    ๒.ผลิตจากสมุนไพรคุณภาพดี  ช่วยให้ผิวเนียนนุ่ม

    ๓.รับประกันความอร่อย เพราะเปิดขายมานานกว่า ๕๐ ปี

    ๔.ถ้าโทรมาตอนนี้  คุณจะได้รับส่วนลดทันที ๕๐ เปอร์เซ็นต์

๓. ข้อใดใช้คุณสมบัติของสินค้าในการโฆษณาเพื่อโน้มน้าวใจ

    ๑.เมนูเด็ดของร้านนี้คือซีฟู้ด  กุ้ง  หอย  ปู  ปลา

    ๒.กุ้งแม่น้ำเผาตัวใหญ่ยักษ์หอมฉุย ชวนน้ำลายไหล

    ๓.สำหรับพวกกุ้งเลิฟเวอร์ ที่นี่มีสารพัดกุ้งให้ลิ้มลอง

    ๔.เมนูเด็ดอีกอย่างคือส้มตำปูม้าที่ปรุงโดยกุ๊กชาวอีสานขนานแท้

๔. ข้อใดโน้มน้าวใจด้วยการใช้เหตุผลสนับสนุน

    ๑.ผู้รู้กล่าวว่าการเรียนรู้คือชีวิต

    ๒.คนที่หยุดพัฒนาตัวเองคือมะเร็งร้ายที่เกาะกินสังคม

    ๓.ผู้มีประสบการณ์ชีวิตมากย่อมมีโอกาสเจริญก้าวหน้าสูง

    ๔.การรู้จักมองและใช้ประโยชน์จากสิ่งรอบ ๆ ตัวนั้นจะทำให้เราฉลาดขึ้น

๕. "กรรมเราเป็นคนทำ เราก็ควรจะต้องเป็นคนแก้ว  จะไปให้คนอื่นแก้ให้ไม่ได้"  ข้อความนี้ใช้ภาษาในการพูดโน้มน้าวใจตามข้อใด

    ๑.การใช้ภาษาเชิงเสนอแนะ

    ๒.การใช้ภาษาเชิงวิงวอน

    ๓.การใช้ภาษาเชิงขอร้อง

    ๔.การใช้ภาษาเชิงเร้าใจ

๖. ข้อความต่อไปนี้ใช้กลวิธีโน้มน้าวใจตามข้อใด

"แม่บอกลูกว่า  อย.เตือนให้ระวังผักและผลไม้ที่ซื้อมาจากตลาด  ผักผลไม้พวกนั้นมีแต่สารเคมีและสิ่งสกปรกต่าง ๆ ติดอยู่ทั้งนั้น  ต้องล้างน้ำหลาย ๆ ครั้ง ให้สะอาดเพื่อสุขภาพที่ดี "

    ๑.ให้เหตุผลที่น่าเชื่อถือ

    ๒.ใช้วิธีการเปรียบเทียบ

    ๓.เร้าให้เกิดอารมณ์อย่างแรงกล้า

    ๔.ให้ทางเลือกทั้งด้านดีและด้านเสีย

๗.การโน้มน้าวใจในข้อใดไม่มีการแสดงเหตุผล

    ๑.ครีมบำรุงนี้ปลอดภัยต่อผู้ใช้ด้วยสารสกัดบริสุทธิ์จากธรรมชาติ

    ๒.การกดซื้อบัตรคอนเสิร์ตของศิลปินบางคนให้ได้ที่ติดเวทีเป็นเรื่องยาก

    ๓.กล้ามเนื้อที่แข็งแรงจากการออกกำลังกายช่วยให้สมรรถภาพร่างกายดีขึ้น

    ๔.ห่านย่างร้านนี้รับประกันความอร่อยจากรางวัลร้านอาหารยอดเยี่ยม ๓ ปีซ้อน

๘. ข้อความต่อไปนี้ใช้กลวิธีโน้มน้าวใจตามข้อใด

"  ผมจัดส่งกระบองเพชรให้ลูกค้าได้ทุกวัน  เฉลี่ยรายได้ต่อเดือนไม่ต่ำกว่า ๕๐,๐๐๐ บาท การขายกระบองเพชรของผมบอกเลยว่า ตลาดออนไลน์ช่วยในเรื่องการซื้อขายได้ดีมาก  เพราะแม้ลูกค้าจะอยู่ห่างไกลกัน ก็ยังซื้อต้นไม้ของเราได้  ดังนั้น  กระบองเพชรจึงเป็นต้นไม้ที่ขายได้ไม่ยาก  ตลาดแบบไหนก็ทำได้สบาย ๆ ในยุคนี้ และช่วยให้เกิดรายได้ร่ำรวยแน่นอน"

    ๑.ทำให้เกิดความรู้สึกร่วมกัน

    ๒.เร้าให้เกิดอารมณ์อย่างแรงกล้า

    ๓.มีหลักฐานและเหตุผลที่น่าเชื่อถือ

    ๔.ให้ทางเลือกทั้งด้านดีและด้านเสีย


เฉลย

๑.ตอบข้อ ๔ เป็นการพูดโดยไม่มีการเสนอแนะ     

    ข้อ ๑ เป็นการเสนอแนะว่าเมื่อเด็กให้ตั้งใจเรียน เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ให้ตั้งใจทำงานหาทรัพย์สิน    

    ข้อ ๒ เป็นการให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการคบคน ว่าจะคบค้าสมาคมกับใครก็ต้องดูให้ดี ๆ 

    ข้อ ๓ เป็นการเสนอแนะว่า ที่อยู่อาศัยควรมีไฟยามค่ำคืน และถ้าจะไปไหน ก็ควรมีเพื่อนไปด้วย

๒.ตอบข้อ ๑ ส่วนข้ออื่น ๆ มีเหตุผลประกอบดังนี้

    ข้อ ๒ เพราะผลิตจากสมุนไพรที่มีคุณภาพดี   ผลที่เกิดคือ ช่วยให้ผิวเนียนนุ่ม

    ข้อ ๓ สังเกตจากคำว่า เพราะ  เนื่องจากเป็นคำที่ใช้แสดงเหตุผลอยู่แล้ว   เพราะเปิดขายมานานกว่า ๕๐ ปี  ผลที่เกิดคือ รับประกันความอร่อย

    ข้อ ๔ เพราะถ้าคุณโทรมาตอนนี้  ผลที่เกิดคือ คุณจะได้รับส่วนลดทันที ๕๐ เปอร์เซ็นต์

๓.ตอบข้อ ๒ เพราะใช้คำที่ให้ผู้อ่านเห็นภาพชัดเจน  กุ้งแม่น้ำเผาตัวใหญ่ยักษ์หอมฉุย ชวนน้ำลายไหล

๔.ตอบข้อ ๔  สังเกตจากคำว่า จะทำให้... ซึ่งเป็นคำที่ใช้บอกผลที่จะเกิดขึ้น  เหตุคือ การรู้จักมองและใช้ประโยชน์จากสิ่งรอบ ๆ ตัวนั้น  ทำให้เกิดผล คือ เราฉลาดขึ้น

๕.ตอบข้อ ๑ เป็นการใช้ภาษาเชิงเสนอแนะ เป็นการให้คำแนะนำ

๖.ตอบข้อ ๑ เป็นการให้เหตุผลที่น่าเชื่อถือ

๗.ตอบข้อ ๒ ไม่มีการแสดงเหตุผล 

๘.ตอบข้อ ๒ เพราะมีการใช้คำพูดโน้มน้าวให้ผู้อ่านอยากทำตาม โดยเน้นว่า ขายได้ไม่ยาก และมีรายได้  ร่ำรวยแน่นอน  จึงทำให้ผู้อ่านอยากขายเหมือนผู้เขียน