วันจันทร์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2556

คำเป็น คำตาย

       สวัสดีค่ะ... น้อง ๆ หลายคนคงเคยเจอข้อสอบที่มักจะถามถึงเรื่อง  คำเป็น  คำตาย   มาบ้างแล้ว  หลายคนสงสัยว่า  คำเป็น  คำตาย  คืออะไร และมีลักษณะอย่างไร
      วันนี้เรามาทำความรู้จักกับคำเป็น  คำตาย  กันดีกว่านะคะ

      คำเป็น   คือ คำที่มีลักษณะดังนี้  

       ๑.  ถ้าเป็นคำที่มีตัวสะกด   ให้ดูที่ตัวสะกดในแม่  กน   กม   เกย   เกอว    กง  (อาจจะจำยากสักนิดเพราะยาวมาก ) หรือจะจำให้ง่าย ๆ คือ  มีตัวสะกดแม่   นมยวง  เท่านั้น   
ไม่ต้องสนใจสระ       เช่น   ร้อน    ยาม    ย้อย    กาว     โกง

       ๒.  ถ้าเป็นคำที่ไม่มีตัวสะกด  คำนั้นต้องประสมด้วยสระเสียงยาวในแม่  ก  กา  เท่านั้น   เช่น   จ้า    เสีย     โอ้     ปู    เฮ

       ๓.   เป็นคำที่ประสมด้วย สระ   อำ    ใอ    ไอ    เอา     ( จำ   ใจ    ไป   เอา )

       คำตาย   คือ  คำที่มีลักษณะดังนี้

       ๑.  ถ้าเป็นคำที่มีตัวสะกด  ให้ดูที่ตัวสะกดในแม่   กก   กบ   กด    (แม่  กบด )   
(ไม่ต้องสนใจสระ)    เช่น    กาก    กรอบ     สด     ภาพ   โลภ    โดด

       ๒. ถ้าเป็นคำที่ไม่มีตัวสะกด   คำนั้นต้องประสมด้วยสระเสียงสั้นในแม่  ก  กา  เท่านั้น   เช่น  กะทิ     มะระ    มะลิ    กะปิ      กระทะ     นะจ๊ะ

       ๓.  มักใช้พยัญชนะตัวเดียว     เช่น    ธ      ณ      ก็     บ     บ่



เคล็ดไม่ลับสำหรับทำข้อสอบ

ถ้าเจอข้อความ  ให้แยกเป็นพยางค์ แล้วดูว่า  แต่ละพยางค์ คือคำเป็นหรือคำตาย

เช่น นกน้อยนอนแนบน้ำในนา แยกเป็น    นก    น้อย     นอน    แนบ    น้ำ     ใน      นา
                                                         
                  แยกคำเป็นคำตายได้ดังนี้     ตาย    เป็น      เป็น     ตาย    เป็น    เป็น    เป็น

                      เช่น    กฤษณา      แยกได้   ๓  พยางค์  คือ      กริด   -    สะ    -    หนา
                 
                                                  แยกคำเป็นคำตายได้ดังนี้      ตาย       ตาย        เป็น


            หลักการแยกคำเป็นคำตายดังกล่าว  จะสามารถช่วยให้น้อง ๆ  แยกคำเป็นคำตายได้ชัดเจน และสามารถทำข้อสอบได้นะคะ
 


                               แยกคำเป็นคำตายนั้นไม่ยาก         ไม่ลำบากหากเรานั้นฝึกฝน
 
                    ใช้หลักการง่ายง่ายได้ทุกคน                     อย่ากังวลรีบอ่านรีบฝึกเอย....      


            ใครอยากลองฝึกทำข้อสอบคำเป็น คำตาย ก็ลองไปตามลิงก์นี้ได้เลยค่ะ

วันพฤหัสบดีที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2554

คำไวพจน์หรือคำพ้องความหมาย


        เมื่อเราได้ยินคำว่า  "คำไวพจน์"  หลายคนก็คงสงสัยว่า 
คำไวพจน์ นั้นหมายถึงอะไร และมีลักษณะอย่างไรบ้าง   วันนี้เราจะมาเรียนรู้คำไวพจน์ไปพร้อมกัน ๆ กัน  ถ้าพร้อมแล้ว...ไปพร้อมกันเลยจ้า..


คำไวพจน์ ก็คือ คำที่มีความหมายเหมือนกัน แต่มีรูปศัพท์ต่างกัน และมักจะใช้ในโอกาสต่างกันอีกด้วยค่ะ ส่วนใหญ่มักจะใช้สำหรับการแต่งคำประพันธ์ หรือวรรณคดีที่เป็นบทร้อยกรองมากกว่าที่จะใช้ในชีวิตประจำวันนะคะ มาดูตัวอย่างคำไวพจน์กันเลยค่ะ เช่น


ดวงอาทิตย์ - ทิวากร ทิพากร สุริยะ สุริยา ทินกร สุรีย์ ไถง ประภากร ตะวัน สุริยัน พันแสง รวิ ระวี   รพิ   ระพี

กษัตริย์ - ขัตติยะ บดี บดินทร์ บพิตร นฤบดี ภูวไนย ภูมินทร์ ราชา นฤบาล นฤเบศร์

นฤบดินทร์ มหิดล บพิตร พระเจ้าอยู่หัว ภูบดี ไท้ ไท นรินทร์ นเรนทร์ นโรดม ธเรศ

จักรพรรดิ์ ราชา ราชาธิราช นริศ ธรณินทร์ อธิราช จักรี ราช อดิศรภูวนาถ ภูมิบาล

งาม - วิไล ไฉไล ลาวัณย์ สวย โสภา โสภิณ

ควาย - กาสร กระบือ มหิงสา

ช้าง - กรี กุุญชร คช คชา พลาย สาร หัตถี ไอยรา ดำรี    คชสาร

ดอกบัว - โกมุท โกมล ปทุม อุบล

เด็ก - กุมาร กุมารี ผู้เยาว์ ดรุณ ดรุณี

ดอกไม้ - โกสุม บุปผา บุษบา มาลี ผกา มาลัย   สร้อยสุมาลี    

ตาย - สิ้นชีพ เสีย อาสัญ มรณะ วายปราณ ถึงแก่กรรม สิ้นชีพตักษัย สวรรคต

น้ำ - กระแสสินธุ์ คงคา ชลธี ชลธาร ธารา ชลสินธุ์ อุทก วาริน อาโป วารี ชล คงคา

ปลา - มัสยา มัจฉา

ผู้หญิง - กัลยา เยาวมาลย์ ยุพิน นงคราญ อิสตรี สตรี อิตถี นารี กามินี พธูกัญญา กันยา

กัลยาณี นงเยาว์ นงพะงา อรไท อนงค์ บังอร นรี ยุพเยาว์ ยุพเรศ วนิดา วธู สุดา

พระอินทร์ - อมรินทร์ สหัสนัยน์ เพชรปาณี มัฆวาน โกสีย์ สักกะ สุชัมบดี

พระพุทธเจ้า - พระตรีโลกนาถ พระพุุทธองค์ พระทศพล พระภควันต์ ตถาคต พระชินสี

ภูเขา - คีรี ไศล บรรพต ภูผา สิงขร

ม้า - อาชา อาชาไนย สินธพ พาชี ดุรงค์ หัยราช อัศวะ   แสะ    

ลม - พระพาย วายุ วาโย

ลิง - กระบี่ วานร   กบี่    พานรินทร์   

วัว - โค พฤษภ

ศัตรู - ข้าศึก ดัสกร ริปู ปัจจามิตร ไพรี ปัจนึก อริ ปรปักษ์

พระจันทร์ - รัชนีกร แข บุหลัน นิศากร ศศิธร รัชนี วราลี ตมิสา ตารเกศ   โสม

ทองคำ - สุวรรณ เหม กนก มาศ    อุไร   กาญจน์

เพชร - มณี พัชร พชร วิเชียร วชิระ วชิร วัชระ

เมือง - บุรี ธานี นคร ปุระ กรุง   พารา

นักบวช - มุนี ฤษี ดาบส นักพรต นักสิทธิ์

นก - สกุณา ปักษา สุโนก วิหค ชากร ปักษี สกุณี บุหรง ทวิช

งู - อุรค ภุชงค์ ผณี ทีฑชาติ นาคา

ยักษ์ - อสูร รากษส แทตย์ ทานพ มาร อุสรี อสุรา    ยักษา    ยักษี

เทวดา - อมร เทพ สูร เทพยดา นิรชร เทวา

นางฟ้า - อัจฉรา อัปสร อัปสรา รัมภา เทพธิดา เทวี

ต้นไม้ - พฤกษ์ รุกข์ ตรุ เฌอ ทุม

สวยงาม - ประไพ อำไพ วิลาวัณย์ วิไล โสภา

ใจ - กมล หทัย ฤดี ฤทัย แด

ป่า - อรัญ ชัฏ ไพร พงพี พนา ไพรสัณฑ์ พนาสณฑ์ พนัส พนาดร เถื่อน พง ดง อารัญ

พนาวัน ไพรวัน

เดิน - ดำเนิน   เยื้องย่าง    ลีลา

น้อง ๆ พอจะเห็นแนวทางที่จะนำคำเหล่านี้ไปใช้ให้เหมาะสมกับงานเขียนของตนเองได้นะคะ การเลือกใช้คำให้เหมาะสมก็จะทำให้งานเขียนของน้อง ๆ เกิดความไพเราะสมบูรณ์มากยิ่งขึ้นค่ะ......

วันพุธที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

เสียงในภาษา

ยังจำกันได้ไหมคะ...ว่าเสียงในภาษา หมายถึงอะไร 

        เสียงในภาษา หมายถึง เสียงที่มนุษย์เปล่งออกมาเพื่อสื่อความหมายระหว่างมนุษย์ด้วยกัน เพื่อสนองความต้องการต่าง ๆ ของมนุษย์ เสียงในภาษาเกิดขึ้นได้เพราะเราใช้อวัยวะต่าง ๆ ตั้งแต่เหนือช่องท้องขึ้นมาจนถึงริมฝีปากและช่องจมูกให้ทำงานประสานกัน ทำให้เกิดเสียงขึ้น อวัยวะที่ทำให้เกิดเสียง ได้แก่ ปอด หลอดลม กล่องเสียง ซึ่งอยู่ในลำคอตรงลูกกระเดือก ต่อมาก็มีลิ้นไก่และส่วนต่าง ๆ ในช่องปาก ได้แก่ เพดาน ลิ้น ฟัน ปุ่มเหงือก และริมฝึปาก นอกจากนี้ จมูก ก็มีส่วนทำให้เกิดเสียงได้ด้วย และเมื่ออวัยวะต่าง ๆ เหล่านี้ทำงานประสานกัน จึงทำให้เกิดเสียงขึ้น 

 เสียงในภาษา มี ๓ ชนิด คือ เสียงสระ เสียงพยัญชนะ และเสียงวรรณยุกต์ 

 ๑) เสียงสระ หรือเสียงแท้ หมายถึง เสียงที่เกิดขึ้นเพราะลมจากปอดผ่านหลอดลมและกล่องเสียงที่ลำคอออกมาพ้นช่องปาก หรือช่องจมูกโดยไม่ถูกสกัดกั้น ณ ที่ใดที่หนึ่งในช่องทางเดินของลมเลย ในขณะที่เราออกเสียงสระ สายเสียงที่อยู่ในกล่องเสียงจะปิดและเปิดอย่างรวดเร็ว สายเสียงจึงมีความสั่นสะเทือน เกิดความกังวานหรือความก้อง และออกเสียงได้ยาวนาน 

 ๒) เสียงพยัญชนะ หรือ เสียงแปร หมายถึง เสียงที่เกิดขึ้นได้เพราะมีลมออกจากปอด แต่ขณะที่ลมผ่านหลอดลมหรือออกมาทางช่องทางเดินของลม ลมจะถูกสกัดกั้น ณ ที่ใดที่หนึ่งตั้งแต่ในลำคอ ในช่องปาก หรือในช่องจมูก และลมอาจถูกสกัดกั้นไว้ทั้งหมด หรือถูกสกัดกั้นเป็นบางส่วน แล้วจึงผ่านออกมาภายนอก ทำให้เกิดเป็นเสียงพยัญชนะต่าง ๆ เสียงชนิดนี้ ได้แก่ เสียงที่อยู่ต้นพยางค์ 

 ๓) เสียงวรรณยุกต์ หรือ เสียงดนตรี หมายถึง เสียงที่มีระดับสูงต่ำ และได้ยินพร้อมกันกับเสียงสระ บางทีก็เสียงสูง บางทีก็เป็นเสียงต่ำ คำที่เปล่งออกมาทุกคำนั้น จะประกอบด้วยเสียงสระ เสียงพยัญชนะ และเสียงวรรณยุกต์ เสมอนะจ๊ะ